|
หน้า
14 เวทีทรรศน์ 23-94
รถเมล์...ฝันร้ายคนกรุง
แทบทุกวัน...ผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะชาวบ้านตาดำๆ
ไร้รถส่วนตัว ต้องเดินทางไปทำมาหากินเพื่อความอยู่รอด ที่พึ่งเดียวของพวกเขาคือรถโดยสารประจำทาง
ซึ่งจำเตรียมตัวเตรียมใจ อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเป็นขวัญกำลังใจ
ก่อนก้าวขึ้นยานพาหนะที่จะนำไปถึงทั้งจุดหมาย และจุดจบ
กรณีล่าสุดแต่ไม่คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย กับการจากไปของ น.ส.ปิยะธิดา โชติมนัส อายุ 21 ปี น.ศ.ชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) คนรุ่นใหม่อนาคตไกล ทำให้สังคมหันมามองงานบริการประเภทนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง
เหตุการณ์นำความเศร้าสลดมาสู่ครอบครัวโชติมนัส เกิดขึ้นราวหัวค่ำวันที่ 14 กันยายน โดยขณะนั้นผู้เสียชีวิต กำลังเตรียมลงจากรถเมล์สาย 207 หมายเลขทะเบียน 10-3688 กทม. วิ่งระหว่างรามคำแหง 1-รามคำแหง 2 ช่วงที่รถกำลังใช้ความเร็วสูง เพื่อให้ผ่านแยกลำสาลี ซึ่งสัญญาณไฟกำลังจะเปลี่ยนจากเหลืองเป็นแดง
ปรากฏว่าแรงเหวี่ยงของรถ กอปรกับประตูอัตโนมัติที่เปิดค้างไว้ ทำให้ร่างของ น.ส.ปิยะธิดา ถูกสลัดออกนอกตัวถัง ศีรษะกระแทกพื้นถนนอย่างแรง หมดสตินอนแน่นิ่ง พลเมืองดีช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลรามคำแหง
แพทย์ตรวจพบอาการน่าเป็นห่วงเข้าขั้นโคม่า เนื่องจากความกระทบกระเทือนส่งผลให้สมองด้านขวายุบไปกดก้านสมอง ขาดออกซิเจนขึ้นไปหล่อเลี้ยงนานประมาณ 20 นาที จึงเร่งทำการผ่าตัดหวังกู้ชีวิตของเธอ
กระนั้นความพยายามก็ไม่เพียงพอกับอาการบอบช้ำสาหัส ในที่สุดผู้เคราะห์ร้ายได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ นำความโศกาอาดูรสู่ครอบครัว โดยเฉพาะนายนำ โชติมนัส อายุ 49 ปี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสเอสแอล เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) ผู้เป็นบิดา ที่เฝ้ามองการเดินตามความฝันของลูกสาวอย่างภาคภูมิใจ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้เป็นแอร์โฮสเตสดังตั้งใจ
เบื้องต้นการควานหาตัวผู้รับผิดชอบ นายทวิม แสงเดช อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23/1 หมู่ 4 ต.นาอินทร์ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ พนักงานขับรถโดยสารคันต้นเหตุ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน ให้การว่าตนขับรถออกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง 1 ปลายทางมหาวิทยาลัยรามคำแหง 2
เมื่อถึงบริเวณแยกลำสาลีได้เร่งความเร็ว เพื่อให้พ้นไฟแดงทางไป ถ.ศรีนครินทร์ ขณะเข้าโค้งทำให้ผู้เสียชีวิตตกลงจากรถ เนื่องจากรถไม่ได้ปิดประตูเพราะเสียมาได้ 3 วัน แม้ยังซ่อมไม่เสร็จ แต่ก็นำออกมาวิ่งรับส่งผู้โดยสารเฉกเช่นทุกวัน
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหากับนายทวิม ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ก่อนให้ประกันตัวคนขับออกไป และไม่ได้ยึดรถไว้ตรวจสอบ คนขับจึงนำรถกลับไปวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารตามปกติ
นายปกศักดิ์ เศรษฐบุตร ผอ.ขสมก. ได้ออกมาให้รายละเอียดว่า กิจการรถร่วมสาย 207 มี นายขจร อลวิชาญ เป็นเจ้าของ และจากการสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่า น.ส.ปิยะธิดาซึ่งยืนอยู่บริเวณประตูทางลงนั้น ไม่มีหลักจับยึดที่มั่นคงพอเนื่องจากมือหนึ่งถือหนังสือ ส่วนอีกข้างใช้โทรศัพท์ รวมถึงใส่รองเท้าส้นสูง ครั้นรถเลี้ยวขวาอย่างเร็ว จึงถูกเหวี่ยงตกรถอย่างง่ายดาย
เรื่องไม่คาดฝันเพราะเราละเลยกันมาตลอด เป็นอุทาหรณ์ซึ่งไม่มีวันจบสิ้น เพราะประเด็นหนึ่งอันเป็นข้อเท็จจริงปฏิเสธไม่ได้ คือเมืองไทยเป็นสังคมไฟไหม้ฟาง ประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา มีข่าวแว่วๆว่าทางผู้รับผิดชอบในการเดินรถจะเร่งปรับปรุงงานบริการ ตั้งแต่ตรวจสอบความปลอดภัยของยานพาหนะ อบรมพนักงานให้เกิดสำนึกอยู่เสมอ ชีวิตผู้โดยสารอยู่ในมือของท่าน แต่เชื่อหรือไม่..? เพียงอึดใจเดียวเดี๋ยวก็ลืม และกลับสู่สภาพเดิมคือ...
เริ่มตั้งแต่บริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร การรอคอยอันแสนเนิ่นนาน ทั้งสภาพจราจรติดขัด จำนวนผู้ให้บริการไม่เพียงพอ เท่านี้ก็สร้างความตึงเครียดพออยู่แล้ว เมื่อต้องประสบกับความเห็นแก่ตัว ประเภทไม่จอดรับในป้ายที่มีผู้โดยสารเบาบางหรือคนชราซึ่งมีทีท่าจะทำให้พวกเขาเสียเวลา
ไม่ชิดช่องเดินรถซ้ายสุดเพื่อเข้าป้ายปล่อย ให้ผู้โดยสารฝ่าอันตรายเดินไปขึ้นกลางถนนเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ หรือการหยุดรถไม่สนิท ชนิดค่อยๆเหยียบคันเร่งนัยว่าพยายามให้รีบลงรีบขึ้น
ส่วนพนักงานเก็บค่าโดยสารก็ปากเป็นกรรไกร ทั้งตะโกนทั้งตะคอก ไม่มีจรรยาบรรณนักบริการ ทั้งที่พวกเขาคือปราการด่านแรกสำหรับสร้างภาพลักษณ์แก่องค์กร
ขณะรถวิ่งไปบนท้องถนน ปัจจัยหนึ่งทำให้ผู้โดยสารอกสั่นขวัญหาย คือการขับประเภทปาดซ้ายป่ายขวา ทำเอาคนยืนคนนั่งตัวเกร็ง ยิ่งหากมีรถสายเดียวกันวิ่งจี้ท้ายมา ก็ขอให้ทำใจไว้เลยว่ามหกรรมประลองความเร็วกำลังอุบัติ ใครลงป้ายไหนจงภาวนาเอาไว้ว่า ขอให้มีคนโบกตรงป้ายเดียวที่จะลง ไม่เช่นนั้นท่านอาจได้ของกำไรจากรถโดยสารด้วยการแถมระยะให้สัก 1-3 ป้าย
นอกจากนี้ยังมีงานบริการของรถประจำทางที่สุดชั่วร้ายอีกมากมาย อาทิ พยายามขับปาดรถยนต์ส่วนตัว เพราะไม่พอใจในบางการกระทำ ทิ้งผู้โดยสารกลางทาง กระเป๋าพูดจาไม่สุภาพ ไม่ทอนเงินเพราะอ้างว่าไม่มีเศษ ไม่ฉีกตั๋วโดยเฉพาะสายที่วิ่งช่วงดึก
หรือกรณีมีผู้ไม่รู้สอบถามเส้นทางว่า ผ่านจุดนั้นๆ ไหม..? บ่อยครั้งได้รับคำตอบว่าผ่าน แม้ความเป็นจริงไม่ได้มีเส้นทางเดินรถโดยตรงก็ตาม และใช้วิธีบอกให้ลงไปขึ้นสายอื่น เมื่ออยู่ในระยะใกล้ปลายทาง ทั้งที่หากแนะนำให้ขึ้นสายอื่นตั้งแต่แรก ก็ไม่มีความจำเป็นในการต่อรถหลายทอด
มีหลายชีวิตต้องบาดเจ็บจนพิการ และเสียชีวิตจากการกระทำทั้งตั้งใจ และไม่ตั้งใจของระบบขนส่งมวลชน สิ่งนี้บ่งชี้ถึงมาตรฐานงานให้บริการที่หวังเพียงผลกำไร โดยไม่คิดถึงหลักมนุษยธรรม ซึ่งมีงานบริกรในกลุ่มเสี่ยงอีกมาก ที่ผู้รับผิดชอบในการดูแลด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคละเลย เช่น จักรยานยนต์รับจ้างที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูงแม้วิ่งตามตรอกซอยเล็ก
หากไม่มีมาตรการมาบังคับอย่างรัดกุม รับรองได้ว่าวันนี้...พรุ่งนี้เราจะมีเหยื่อจากความสะเพร่าเฉกเช่น น.ส.ปิยะธิดา ให้เห็นจนเจนตา และผู้กระทำความผิดคงออกทำมาหากินปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
|