หน้า 8 คิดไทย เขียนไทยเล่ม23-82
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
อำนาจรัฐคืออำนาจประชาชน
นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนกลุ่มใดคณะใดมีเสียงข้างมาก
ก็จะได้ใช้อำนาจของประชาชนในการบริหารประเทศ
แต่การบริหารประเทศเพียงลำพังของนักการเมืองฝ่ายเสียงข้างมากที่ถูกกำหนดว่าเป็นรัฐบาล
ก็อาจจะเกิดปัญหาการใช้อำนาจประชาชนไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม อย่างเช่น
แทนที่จะใช้อำนาจของประชาชนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
กลับกลายเป็นการใช้อำนาจของประชาชนเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องบริวาร
เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือทุจริตเชิงนโยบายด้วยเหตุนั้น
อำนาจรัฐจึงต้องมีการตรวจสอบ
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
พยายามสร้างอำนาจการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายรัฐบาลหลายประการเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน
ดังจะเห็นว่ามีองค์กรต่างๆเพิ่มขึ้นเพื่อตรวจสอบ เช่น วุฒิสภา
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เป็นต้น
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่เราจะเห็นบทบาทชัดเจนนอกจากที่กล่าวข้างต้นก็คือ การตรวจสอบโดยนักการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ที่เราเรียกกันว่า ฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
เป็นที่น่าเสียดายว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสร้างบทบัญญัติที่เป็นห่วงเป็นใยตัวผู้นำประเทศไว้มากเกินไป โดยต้องมีเสียงขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ไม่น้อยกว่าสองในห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ซึ่งในปัจจุบันเสียงของสมาชิกฝ่ายค้านไม่เพียงพอที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพราะมีเสียงไม่ถึง 200 เสียง จะทำได้ก็เพียงขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเท่านั้น เพราะใช้เสียงเพียงหนึ่งในห้าคือ 100 เสียง
การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะครอบคลุมไปถึงคณะรัฐมนตรีทั้งคณะด้วย จากเงื่อนไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นเอง จึงทำให้พรรคไทยรักไทยที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลต้องการจะได้คะแนนเสียง 400 เสียงขึ้นไปในการเลือกตั้งสมัยหน้า เพราะเพียงได้ 401 เสียงก็เท่ากับปิดโอกาสพรรคฝ่ายค้าน จะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจใดๆ ไม่ได้เลย !
ตรงนี้คือจุดอันตรายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะจะทำให้ผู้ที่มาใช้อำนาจประชาชน ปลอดจากการตรวจสอบที่สำคัญ เป็นหนทางให้นักการเมืองที่มีความคิดสกปรกไม่โปร่งใสหาโอกาสหรือพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เสียงเกิน 400 เสียง เพื่อรวบอำนาจรัฐไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
การตรวจสอบอำนาจรัฐโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน คือการฟ้องประชาชนด้วยการชี้ให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจได้รู้ได้เห็นพฤติกรรมที่ไม่ควรไว้วางใจของรัฐมนตรีให้ได้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไป แม้ว่าในที่สุดแล้วของการลงมติจะไม่สามารถเอาชนะฝ่ายรัฐบาลได้ แต่ก็อาจสามารถสร้างแรงกดดันให้หัวหน้ารัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ถูกเปิดอภิปรายที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ดำรงตำแหน่งอีกต่อไป
ผมเห็นว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐของพรรคฝ่ายค้าน ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในแต่ละสมัยประชุม เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะนั่นคือการช่วยชาติด้วยการคัดกรองผู้ที่ไม่เหมาะสมไม่ให้ได้ใช้อำนาจรัฐมาเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติ
แล้วถ้าจะว่ากันไปแล้ว ตามเหตุตามผลที่ควรจะเป็นนั้น ฝ่ายค้านที่มีคุณภาพจะต้องมีรัฐมนตรีเงาที่เอาไว้ประกบรัฐมนตรีของรัฐบาลอย่างชนิดติดตามการบริหารงานอย่างใกล้ชิด เมื่อถึงวาระที่จะต้องตรวจสอบกัน ก็จะได้พูดกันตรงเป้าหมาย มีหลักฐานมีข้อมูลที่เพียบพร้อมที่จะชี้ความบกพร่องของรัฐมนตรี
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเรื่องชนิดนี้ ไม่ค่อยจะมีกับนักการเมืองไทยอย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่นักการเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีคุณภาพยิ่งนัก อย่างพรรคประชาธิปัตย์
การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมักจะไม่ค่อยชอบทำการบ้าน ข้อมูลที่ได้หลายครั้งหลายหนอาศัยจากสื่อหนังสือพิมพ์ จึงทำให้น้ำหนักในการอภิปรายของฝ่ายค้านน้อยลง นอกจากนั้นการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านก็ไม่ค่อยจะสมบูรณ์ เพราะยังมีแบบยั้งมือไว้ไมตรีกันอยู่ เผื่ออนาคตข้างหน้าอาจจะต้องมาจับมือกัน คือยังเล่นการเมืองเพื่อการเมืองมากกว่าจะเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ชาติ
ดังนั้นในหลายๆครั้งของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจึงมีเสียงครหาว่า มีการวิ่งเต้นขอร้องกันมิให้เปิดอภิปรายคนโน้นคนนี้ ภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อประชาชนนี้จึงดูไม่ค่อยจะขลัง ไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือ
หลายคนว่า การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่จะฟัดฝ่ายรัฐบาลนั้น เหมือนลิเกรบกัน !
นอกจากนั้น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านในแต่ละครั้ง ก็แพ้ทางฝ่ายรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น เพราะกำหนดตัวรัฐมนตรีที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจน้อยเกินไป อย่างเช่นรัฐมนตรีมีถึง 35 คน ยกเว้นนายกรัฐมนตรี แต่เปิดอภิปรายเพียง 8-9 คน ถ้าคิดกันง่ายๆ ก็หมายความว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆยังอยู่ในข่ายว่าใช้ได้ เรียกว่ารัฐบาลชุดนี้รัฐมนตรีส่วนใหญ่ยังดีอยู่
แล้วถ้าส่วนใหญ่ของเขายังดีอยู่ ก็แสดงว่ารัฐบาลในภาพรวมยังมีคุณภาพที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปได้จริงไหม ?
ผมว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนัดสุดท้ายของพรรคฝ่ายค้านนั้น พลาดอย่างแรงที่อภิปรายรัฐมนตรีน้อยเกินไป ทั้งที่ในนัดสุดท้ายนี้ ฝ่ายค้านน่าจะใช้เป็นโอกาส ทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายรัฐบาล เพื่อผลในการแข่งขันในทางการเมืองที่กำลังจะมาถึงในเวลาอีกไม่นานนัก
การเปิดอภิปรายนัดสุดท้ายนี้ ฝ่ายค้านน่าจะเปิดอภิปรายรัฐมนตรีให้มากที่สุด อย่างน้อยควรจะเกินครึ่ง เพื่อชี้ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สมควรที่ประชาชนจะเลือกกลับมาให้บริหารประเทศอีกต่อไป เพราะมีรัฐมนตรีไม่น่าไว้วางใจมากกว่าครึ่ง
น่าเสียดายที่ฝ่ายค้านไม่เดินเกมนี้ ซึ่งอาจเป็นว่าฝ่ายค้านไม่ได้เกาะติดรัฐมนตรีอย่างชนิดที่เป็นเงาตามตัว จึงหาข้อมูลหลักฐานมาเปิดอภิปรายไม่ได้มาก
เมื่อไม่สามารถทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้ ก็มองเห็นอนาคตแล้วว่า ฝ่ายค้านชุดนี้ก็คงจะต้องเป็นฝ่ายค้านอีกต่อไป และยิ่งจะทำให้หัวหน้ารัฐบาลผยองลำพองมากยิ่งขึ้น !
การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านนั้น เป็นที่ทราบล่วงหน้าว่า เมื่อมีการลงมติ เสียงข้างมากของรัฐบาลก็จะต้องถวายให้รัฐมนตรี ที่ถูกเปิดอภิปรายอย่างเต็มที่คือ ไว้วางใจ
ฉากรบฉากสำคัญ ฉากสุดท้ายนี้ ไม่ประทับใจผู้ชมเท่าที่ควร ถ้าเอาไปเปรียบกับการดูภาพยนตร์สงครามของฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่องจะพบว่า ฉากรบของเขาดูยิ่งใหญ่ ต่างฝ่ายต่างยกกองทัพมาต่อสู้กันด้วยจำนวนพลรบมหาศาล แม้ว่าเราจะพอรู้ว่านั่นคือการใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์มาช่วยให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ มาหลอกเอาสตางค์เรา แต่เราก็มีความรู้สึกว่า มันคุ้มค่าที่จะเสียเงินดู
แต่กับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในแต่ละครั้ง ช่างไม่ต่างอะไรกับฉากรบในลิเกอย่างที่ชาวบ้านเขาว่า ถึงจะดูฟรี แต่ดูแล้วก็ไม่ค่อยจะคุ้มค่าเอาเสียเลย. |