หน้า 8 คิดไทย เขียนไทยเล่ม 23-81
การศึกษาไทยวันนี้
เชื่อกันว่าการศึกษาคือเครื่องมือสำคัญยิ่งในการสร้างชาติให้รุ่งเรือง ชาติไหนที่พลเมืองในชาติมีการศึกษาดี คนในชาติมีความรอบรู้กว้างขวาง ชาตินั้นๆก็สามารถพัฒนาไปสู่ความศิวิไลซ์ได้อย่างรวดเร็ว มีศักยภาพพร้อมที่จะก้าวไปสู่เวทีโลกได้อย่างทัดเทียมกับชาติอื่นๆที่เจริญแล้ว
ชาติของเราก็เชื่อกันเช่นนั้น เพราะในทุกๆปัญหาเมื่อถึงที่สุดแล้วก็มักจะมาลงเอยที่การศึกษาและจะกล่าวกันว่า ต้องแก้ด้วยการศึกษา
ปัญหาการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งเป็นปัญหาหลักๆของชาติที่ดูจะล้มเหลวหรือไม่ค่อยจะเข้มแข็งก็เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังด้อยการศึกษา
การศึกษาสำคัญอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันและอนาคต จึงต้องมีการปรับปรุงไม่ให้หยุดนิ่ง จึงต้องมีการปฏิรูปการศึกษา ต้องมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้อนาคตของชาติมีความหวัง
รัฐบาลของคุณทักษิณ พยายามที่จะสร้างชาติด้วยการศึกษา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า มันกลับเป็นงานที่ดูอืดอาดล่าช้าอย่างที่สุดของรัฐบาล แม้กระทั่งรัฐมนตรีที่ดูแลงานการศึกษาก็เปลี่ยนกันเป็นว่าเล่น !
ที่ผมกล่าวว่ารัฐบาลของคุณทักษิณพยายามที่จะสร้างชาติด้วยการศึกษา มองเห็นความสำคัญของการศึกษา เพราะคุณทักษิณเองก็เคยโดดเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ด้วยความจำเป็นในภาระอื่น จึงทำให้คุณทักษิณมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญนี้เพียงระยะสั้นๆ แต่ถึงกระนั้นในบางโอกาสคุณทักษิณก็พยายามที่จะแสดงบทบาทความเป็นครู ทั้งการสอนนักเรียนโชว์ในห้องเรียนและการสอนคณะรัฐมนตรีโดยทางตรงและทางอ้อม เช่นให้ไปหาหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้มาอ่านประเทืองปัญญา การศึกษาจึงเป็นความสำคัญจริงๆในความคิดของคุณทักษิณ
แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นบาปซ้ำกรรมซัดอะไร จึงทำให้การศึกษาไทยมีแต่ปัญหา
ล่าสุดในสมัยของคุณอดิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ ก็เกิดเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดจากกรณีความขยันจนเกินเหตุของเลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา ที่เป็นชนวนข่าวข้อกังขาของผู้คนเรื่องข้อสอบเอนทรานซ์รั่ว จนถึงขนาดพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนทนไม่ได้พากันไปถวายฎีกาพระเจ้าอยู่หัว
เกี่ยวกับนโยบายการจัดการศึกษาก็เป็นปัญหาอีก เมื่อวันก่อนคุณบรรลือ พฤกษะวัน อดีตนักการศึกษาอาวุโส เอาประกาศของกระทรวงศึกษาฯเรื่องแนวนโยบายการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ซึ่งคุณอดิศัย ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2546 ที่ผ่านมานี้เอง เอามาให้ผมดู แล้วท่านก็กรุณาชี้ให้เห็นถึงความไม่เข้าท่าของประกาศดังกล่าวว่า มันไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 23 และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 อย่างชัดแจ้ง !
ประกาศกระทรวงศึกษาฯฉบับดังกล่าว เกริ่นนำไว้ว่า เพื่อให้สถานศึกษานำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ไปจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการสูง มีทักษะในการดำรงชีวิตในสังคมที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรมและมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดแนวนโยบายให้สถานศึกษาจัดการเรียนรู้ดังนี้
1.จุดเน้นในการจัดการเรียนรู้ กลุ่มที่ 1 ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานทางวิชาการและจำเป็นต่อการเรียนรู้ ต้องจัดสอนในแนวลึกและเข้มข้น กลุ่มที่ 2 ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม และสุขศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคม กลุ่มที่ 3 กีฬา ดนตรี ศิลปะ การงานอาชีพ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสุขภาพ บุคลิกภาพและความถนัด
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวข้างต้น คุณบรรลือ มีความเห็นว่า ในกลุ่มที่ 1 คอมพิวเตอร์ มิใช่วิชาแต่เป็นสื่อหรือเทคโนโลยี ส่วนในเรื่องที่ว่าต้องจัดสอนในแนวลึกและเข้มข้นนั้น เห็นว่าขัดกับเรื่องของการบูรณาการ ขัดกับหลักการ ที่ควรจะเรียนรู้ในทางกว้างมากกว่า โดยยังไม่จำเป็นต้องเรียนลึกในระดับพื้นฐาน ส่วนในกลุ่มที่ 2 เห็นว่า พลศึกษาหายไป เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่ควรจะควบคู่อยู่กับการงานอาชีพที่ระบุไว้ในกลุ่มที่ 3 ก็มิได้กล่าวถึง
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ไว้ 8 กลุ่มได้แก่ 1.ภาษาไทย 2.คณิตศาสตร์ 3.วิทยาศาสตร์ 4.สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5.สุขศึกษาและพลศึกษา 6.ศิลปะ 7.การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8.ภาษาต่างประเทศ
คุณบรรลือ มีความเห็นว่า หลักการบูรณาการในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ควรจะเน้นในเรื่องการเรียนแบบกว้าง ผสมผสานแต่ไม่จำเป็นต้องเรียนลึก เพื่อสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ อย่างเช่นภาษาไทย ก็ควรจะเน้นเรื่องการอ่าน เขียน คัด ฟังพูด เฉพาะเรื่องที่อยู่ในแบบเรียนภาษาไทยส่วนคณิตศาสตร์ก็ควรจะให้รู้พื้นฐานการคิด มาตราต่างๆ การชั่ง ตวง วัด อัตราส่วน ร้อยละ กราฟแท่ง แผนภูมิต่างๆ เป็นต้น
เหล่านั้นคือความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจจากอดีตนักการศึกษาผู้หนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่กับการศึกษามายาวนานก็ลองเอาไปใคร่ครวญกันดู
นอกจากนี้ในประกาศข้อท้ายระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการต้องการให้ครูทุกคนเอาใจใส่ ดูแล และสอนให้ความรู้แก่นักเรียนอย่างเต็มที่ในเวลาเรียนปกติ และไม่ต้องการให้มีการสอนพิเศษในสถานศึกษา
สำหรับข้อนี้ก็คงเป็นเพียงความฝันในฤดูร้อนของคุณอดิศัยเท่านั้นแหละครับ เนื่องจากสิ่งที่กระทรวงฯต้องการ กับ ไม่ต้องการนั้นก็คงได้แต่หวังเท่านั้น เพราะในชีวิตจริงมันยังมีปัญหานานาประการที่ครูกับผู้ปกครองอ่านประกาศแล้วก็ได้แต่ถอนใจ
คุณครูหลายคนอยากให้คุณอดิศัยมาลองใช้ชีวิตการเป็นครูดูบ้าง เช่นเดียวกับผู้ปกครองนักเรียนก็อยากให้คุณอดิศัยมาเป็นพ่อแม่นักเรียนทุกวันนี้ดูบ้าง จะได้รู้ว่าในความเป็นจริงนั้น จะใช้วิธีคิดเอาฝันเอามันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ. |