Transparent Political and Social Analysis
 
Latest News
จิตวิทยาการเมือง PDF Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Written by Administrator   
ะ–ะพะฒ 15 2004 ั€., 17:37

จิตวิทยาการเมือง

 

          ใครจะคิดว่าการผลิตบุคลากรในบางสาขามากเกินไป เช่น ผลิตนักนิติศาสตร์เต็มบ้านเต็มเมือง แล้วมาตีความกันทั้งเมือง หรือผลิตนักรัฐศาสตร์ที่พูดแต่เรื่องการเมือง เป็นการผลิตที่ออกจะเกินความต้องการของสังคม ก็แล้วแต่ความคิดของใคร แต่สำหรับคนที่เคยเรียนมาทางรัฐศาสตร์ จะรู้ว่าวิชารัฐศาสตร์นั้นให้ความรอบรู้กว้างขวางอย่างไม่น่าเชื่อ

          นักรัฐศาสตร์ใช่แต่เพียงจะพูดเรื่องการเมือง, นักการเมือง หากแต่ยังศึกษาลึกลงไปถึงเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิทยาการเมือง เช่น ในเรื่องที่กล่าวถึงการแสวงหาอำนาจทางการเมืองของบุคคล ก็มีการวิเคราะห์ที่น่าสนใจว่าเป็นการชดเชยปมด้อยในอดีตของผู้นำในทางการเมือง

            ท่านอาจารย์ ดร.ณรงค์ สินสวัสดิ์ ได้เขียนเรื่อง การศึกษารัฐศาสตร์แนวทางจิตวิทยาการเมืองในเอกสารการสอนชุดวิชา หลักและวิธีการศึกษาทางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในเรื่องการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเองกับการแสวงหาอำนาจทางการเมืองไว้อย่างน่าสนใจว่า

            ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ นักรัฐศาสตร์เรืองนามของสหรัฐอเมริกา เคยตั้งสมมติฐานว่า บุคคลที่ในวัยเด็กมักมีความรู้สึกว่า ตนเองเป็นคนที่ขาดศักดิ์ศรี ไม่มีความหมาย ไม่มีความสามารถ เมื่อโตขึ้นจะแสวงอำนาจมาให้ตนเอง เพื่อเป็นการชดเชยความรู้สึกว่าตนเองด้อยศักดิ์ศรีในวัยเด็ก สมมติฐานของฮาโรลด์ ลาสเวลล์ ในเรื่องนี้ได้เป็นที่สนใจกันมากในหมู่นักรัฐศาสตร์ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับการแสวงหาอำนาจของผู้นำ

            อเล็กซานเดอร์ จอร์จ ได้นำเอาคำว่า “ความภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเองน้อย” ไปขยาย

ความและว่าความภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเองน้อย หมายรวมถึงสิ่งเหล่านี้

1. ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสำคัญ

2. ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีศีลธรรมสูงพอ

3. ความรู้สึกอ่อนแอ

4. ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีอะไรดีเด่น

5. ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีความฉลาดรอบรู้เพียงพอ

            อเลกซานเดอร์ จอร์จ มีความคิดว่า คนที่มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีตนเองน้อยนี้ เมื่อได้เป็นผู้นำแล้วจะเป็นผู้นำที่มีลักษณะดังนี้

ก. แสดงว่าถ้าตนเองไม่ทำหน้าที่บางสิ่งบางอย่างแล้ว จะไม่มีใครทำหน้าที่นั้น (เพื่อชดเชยความรู้สึกว่า ตนเองไม่มีความสำคัญในวัยเด็ก)

            ข. แสดงว่าตนเองเป็นคนมีศีลธรรมสูง (เพื่อชดเชยความรู้สึกว่าตนเองมีศีลธรรมต่ำในวัยเด็ก)

            ค. ไม่ยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่นโดยอ้างว่าตนรู้ดีกว่าใคร (เพื่อชดเชยความรู้สึกอ่อนแอของตนในวัยเด็ก)

            ง. คิดว่าไม่มีใครจะทำหน้าที่หรือสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้ดีเท่าตน (เพื่อชดเชยความรู้สึกที่ว่าตนเองไม่มีอะไรดีเด่น)

            จ. คิดว่าวิจารณญาณของตนเยี่ยมยอดแล้วคิดว่าตนเองไม่เคยทำอะไรผิดพลาด (เพื่อชดเชยความรู้สึกว่าความฉลาดรอบรู้ของตนมีน้อยในวัยเด็ก)

            อเล็กซานเดอร์ จอร์จ ได้ยกตัวอย่างชีวประวัติของ มหาตมะ คานธี ผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียและ วู้ดโรว์ วิลสัน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา มาให้ดูเป็นตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวพันระหว่างความรู้สึกด้อยศักดิ์ศรีในวัยเด็กและพฤติกรรมในตอนที่เป็นผู้นำแล้ว

            ใครสนใจอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ก็ต้องไปขอซื้อเอกสารชุดวิชาหลักและวิธีการศึกษาทางรัฐศาสตร์ ของ มสธ.มาอ่าน หรือถ้าอยากจะรอบรู้เรื่องการบ้านการเมืองให้กว้างขวางมากกว่านี้ก็ต้องสมัครเป็นนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ มสธ.นั่นแหละครับ รับรองไม่ผิดหวัง

          ผมในฐานะบัณฑิตรัฐศาสตร์แก่ๆ จาก มสธ.รุ่นที่ 19 ก็ถือโอกาสประชาสัมพันธ์ให้มหาวิทยาลัยไว้ในโอกาสนี้เสียเลยครับผม

            เป็นไงครับ แนววิเคราะห์ของ อเล็กซานเดอร์ จอร์จ อ่านแล้วละม้ายคล้ายคลึงท่านผู้นำประเทศใดบ้าง แต่จะอย่างไรก็ตาม การกระทำที่ชดเชยปมด้อยในอดีตดังกล่าวนั้น ใช่จะเป็นความเลวร้ายเสียเลยก็หาไม่

            อย่างท่านวู้ดโรว์ วิลสัน ผู้นำสหรัฐฯที่แหวกกฎเกณฑ์อันเป็นนโยบายหลักของประเทศที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามใดๆ ได้นำประเทศเข้าสู่สงคราม ร่วมรบกับอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อเล่นงานเยอรมนีในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นสงครามที่จะไปยุติสงคราม เพื่อท่านประธานาธิบดีจะได้เป็นเสมือนเจ้าชายแห่งสันติภาพผู้นำสันติสุขมาสู่มวลมนุษยชาติ

          ท่านวู้ดโรว์ วิลสันในวัยเด็กเป็นคนอ่อนแอ รูปร่างหน้าตาน่าเกลียด ใส่แว่นสายตาตั้งแต่เด็ก เป็นโรคกระเพาะที่ทรมานท่านจนตลอดชีวิตและกว่าท่านจะอ่านหนังสือออก อายุก็ปาเข้าไป 11 ขวบแล้ว !

            หรืออย่างท่านมหาตมะ คานธี ผู้ใช้วิธีอหิงสา (การไม่ใช้กำลังรุนแรง) ต่อสู้เพื่อให้อังกฤษมอบเอกราชให้อินเดีย ตอนเด็กๆเป็นคนอ่อนแอ ขี้ขลาด เรียนไม่เก่ง กลัวผีอย่างมาก แต่เมื่อเติบโตกลับเป็นคนกล้าท้าทายศัตรูผู้ยิ่งใหญ่คืออังกฤษอย่างไม่เกรงกลัว ท่านมหาตมะ คานธี ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆในทางการเมือง แต่คนอินเดียและคนทั่วโลกยอมรับท่านในฐานะผู้นำที่ยิ่งใหญ่

            ไม้ตายของท่านมหาตมะ คานธี ประการหนึ่งคือ การอดอาหาร ท่านเคยอดอาหารนานถึง 21 วัน เพื่อเรียกร้องให้คนฮินดูและคนมุสลิมหันหน้าเข้าปรองดองกัน บางครั้งก็อดอาหารประท้วงเมื่อถูกอังกฤษจับไปขังคุก !

          เกี่ยวกับเรื่องการอดอาหารประท้วงนั้น ท่านมหาบ้านเรา คือท่านพลตรีจำลอง ศรีเมืองก็เคยใช้เหมือนกัน เมื่อคราวพฤษภาทมิฬโน่น

            เมื่อเร็วๆนี้ท่านมหาจำลอง เจออำนาจรัฐอัดเข้าให้ กรณีที่ดิน ส.ป.ก.ผมก็สงสัยว่าทำไมคุณทักษิณ ชินวัตร ถึงไม่สอบถามหาความจริงกันเป็นการภายในเสียก่อนที่จะไฟเขียวให้คุณเนวิน ชิดชอบ เอามาประกาศจนกลายเป็นข่าวดังไปทั้งเมือง ?

            พระท่านว่าของแบบนี้ กรรมเป็นเรื่องส่อเจตนา แต่จะเจตนาอะไรกันยังไง ก็ต้องย้อนรอยกรรมกันไปดู ว่าแต่ว่างานนี้ ท่านมหาจำลอง จะอดอาหารประท้วงอำนาจรัฐอีกมั้ยล่ะครับเนี่ย !?!

         

Last Updated ( ะกั–ั‡ 09 2005 ั€., 07:17 )
Next>
 
up
หน้าแรก | News | พระราชดำรัส | ที่นี่พญาครุฑ | ยืนข้างความถูกต้อง | คิดไทย เขียนไทย | หมาเฝ้าบ้าน | เศรษฐกิจ | รายงาน | ภาษาของเรา | ศิลปวัฒนธรรม | รักเธอประเทศไทย | สำนักงานกฎหมาย | ตาต่อตา | ยำตำรวจ | ภูธรนครบาล | โฟกัสประเทศไทย | ตอบจดหมาย | สารคดีพิเศษ | ฮ.นิกฮูกี้ | เวทีทรรศน์ | วิพากษ์การเมือง | คนจริง… แผ่นดินไทย | เปิดกรุพระดี | แฟ้มโปลิศ | ยำรวมมิตร | หากข้าพเจ้าเป็นใหญ่ในแผ่นดิน | กลอน | สมุนไพร | คราบคน | รวมเว็บน่าสนใจ | ติดต่อเรา |
up
   
HOME CONTACTS LINKS