Transparent Political and Social Analysis
 
Latest News
รักและผูกพันคนกทม.หรือ สิ้นคิดทางการเมือง PDF Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Written by Administrator   
ะ–ะพะฒ 31 2004 ั€., 07:24

หน้า 26-27 ที่นี่พญาครุฑเล่ม 23-88

 

         รักและผูกพันคนกทม.หรือ  สิ้นคิดทางการเมือง

 

          บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คึกคักเข้มข้นยิ่งขึ้น ภายหลังการเปิดรับสมัคร

            อภิรักษ์ โกษะโยธิน ทั้งหล่อและเฮงจับได้เบอร์ 1  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้มากด้วยประสบการณ์ได้หมายเลข 3 ในขณะที่ดาราเจ้าบทบาทอย่างปวีณา หงสกุล จับได้เลข 7

            เป็นอันว่าบรรดาตัวเก็งต่างได้หมายเลขประจำตัวหลักเดียวทั้ง 3 คน

            ก่อนและหลังวันแรกที่เปิดรับสมัครมีการลุ้นกันว่าคนดีแบบ “ข้ามาคนเดียว” อย่าง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และอดีตผู้ว่าฯที่มีชนักปักหลังอย่าง ดร.พิจิตต รัตตกุล จะลงแข่งขันด้วยหรือไม่

หน้า 26-27 ที่นี่พญาครุฑเล่ม 23-88

 

                                                 รักและผูกพันคนกทม.

                                                หรือ

                                       สิ้นคิดทางการเมือง

 

          บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คึกคักเข้มข้นยิ่งขึ้น ภายหลังการเปิดรับสมัคร

            อภิรักษ์ โกษะโยธิน ทั้งหล่อและเฮงจับได้เบอร์ 1  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้มากด้วยประสบการณ์ได้หมายเลข 3 ในขณะที่ดาราเจ้าบทบาทอย่างปวีณา หงสกุล จับได้เลข 7

            เป็นอันว่าบรรดาตัวเก็งต่างได้หมายเลขประจำตัวหลักเดียวทั้ง 3 คน

            ก่อนและหลังวันแรกที่เปิดรับสมัครมีการลุ้นกันว่าคนดีแบบ “ข้ามาคนเดียว” อย่าง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และอดีตผู้ว่าฯที่มีชนักปักหลังอย่าง ดร.พิจิตต รัตตกุล จะลงแข่งขันด้วยหรือไม่

            จนวันสุดท้ายจึงได้ทราบว่าคนแรกยังยืนยันคำเดิมอย่างมั่นคงไม่ลงสมัครแน่นอนแล้ว

            ส่วนคนหลัง หลังจากหันรีหันขวางอยู่พักหนึ่ง จึงตัดสินใจยื่นใบสมัครในวันสุดท้าย

            รับป้ายเบอร์ 19 ไปแล้วสำหรับนายพิจิตต รัตตกุล

            ปฏิกิริยาตอบรับดร.โจพอรวมรวบได้ 2 ประเด็นคือ

            หนึ่งเป็นการตัดคะแนนของหล่อเล็ก “อภิรักษ์” แห่งประชาธิปัตย์อย่างไม่ต้องสงสัย แม้หนูปิ๊กนักสร้างภาพตัวยงก็คงไม่แคล้วถูกตัดคะแนนไปด้วยอย่างน่าเห็นใจ

            แต่ใครจะเป็นผู้ว่าฯกทม.ย่อมประกอบด้วยหลากหลายปัจจัยและกำลังภายในทั้งใต้ดินและบนดินไม่แตกต่างไปจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ที่มีให้เห็นและเป็นอยู่ในบ้านเมืองเราตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงเส้นทางสู่รัฐสภาอันทรงเกียรติ

            ปฏิกิริยาอีกประเด็นต่อการกลับมาของดร.พิจิตต คือคำถามที่ยากจะได้คำตอบ

            มาด้วยรักและอาลัยอันเกิดจากความผูกพันคนกทม. หรือเพราะสิ้นคิดทางการเมือง ?

            คำถามนี้ ไม่มีเทวดาหน้าไหนตอบได้ ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ จึงจะถือว่าตอบคำถามได้ตรงประเด็น

            คำถามนี้ นำไปสู่การคิดย้อนไปหลังจากดร.โจพ้นจากเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.

            เรื่องราวที่ตามมาเป็นที่ฮือฮาของคนกรุงเทพฯและคนทั้งประเทศได้รับทราบ อย่างน้อยสองเรื่อง

            เรื่องแรกคือการประกาศตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงเลือกตั้งใหญ่เมื่อมกราคม 2540

 

            ปรากฏว่าทั้งหัวหน้าและลูกพรรคต่างสอบตกไปตามๆกัน มีเพียงหน่อเดียวที่ได้เป็นผู้แทนเข้าสภาฯด้วยเงื่อนไขทางการเมืองเนื่องมาจากคนของพรรคไทยรักไทยถูกใบแดงหมดสิทธิ์เลือกตั้ง

            เพื่อเตะตัดขาประชาธิปัตย์ซึ่งมีโอกาสสูงในการเลือกตั้งใหม่ จึงได้มีสัญญาของเพศชายว่าสมาชิกพรรคของดร.พิจิตต มีสิทธิ์เป็น ส.ส.แต่ขอให้อยู่เพียง 2 ปี แล้วลาออกหลีกทางให้เจ้าของเก้าอี้เขา

            วันนี้จะครบ 4 ปีอยู่มะรอมมะร่อแล้ว “เจ้าบุญเติม” ยังนั่งชูคอเฉย ไม่ยอมขยับ ก็นับว่าเป็นความโง่-เซ่อของคนที่ขอสัญญาเช่นว่านั้นเอง (ฮา)

            วินาทีนี้ ทั้งชื่อพรรคและ ส.ส.คนเดียวแห่งพรรคของดร.โจสาบสูญไปแล้ว คงมีคนไทยไม่กี่คนที่จำชื่อพรรคนั้นได้และวันนี้ ส.ส.หนึ่งเดียวคนนั้นได้เกิดใหม่ในพรรคไทยรักไทยเรียบร้อยแล้ว

            บนเวทีการเมืองระดับชาติสำหรับดร.พิจิตต รัตตกุล ไม่มีทุนสำรองเลยแม้แต่เก๊เดียว จึงเป็นคำถามประการแรกว่า

            เพราะหมดหนทางสิ้นคิดบนเวทีการเมืองระดับชาติ เข้ามุมอับและจนตรอกแล้วใช่หรือไม่จึงตะเกียกตะกายมาอาสารับใช้ชาวกทม.อีกครั้ง ทั้งที่หันหลังทิ้งเวทีกทม.ไปนาน 4 ปีแล้ว

            ประการต่อมา ลองพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงว่ามีความรัก และผูกพันห่วงหาอาทรพี่น้องชาวกทม.อยู่บ้างหรือยังมีงานอะไรคั่งค้าง

            ด้วยหวังสานงานต่อ จึงหวนกลับมาก่อการงานใหม่และไล่เก็บงานเก่าให้บรรลุเป้าหมาย

            จะเห็นได้ว่า คราวพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.เมื่อ 4 ปีก่อนนายพิจิตต ไม่ได้บอกความในใจว่ายังห่วงงานโน่น อาลัยงานนี่เลยแม้แต่น้อย

            จากพฤติกรรมที่ออกไปตั้งพรรคการเมืองทำให้คนทั่วไปมองได้ว่า เขาได้เลิกลาหันหลังให้กทม.อย่างสิ้นเชิง หวังไปเอาดีทางการเมืองบนเวทีระดับชาติ

            เมื่อพลาดโอกาสแล้วก็ไม่มีกิจกรรมใดที่บ่งบอกถึงความอาลัยในความผูกพันกับคนกทม.และคิดขอกลับมาอาสารับใช้

            อกหักผิดหวังจากการเลือกตั้งใหญ่เมื่อต้นปี 40 เขาคงเก็บตัวเงียบเสมือนการนอนเลียแผลพื้นฟูสภาพกายและใจที่เสื่อมโทรม

            ถ้าเป็นคนที่มุ่งมั่นผูกพันชาวกทม.คงออกมายืดอกยื่นหน้าจ้อผ่านเลนส์กล้องทีวีและหนังสือพิมพ์แล้วว่า

            “ถ้าเวทีระดับชาติ พี่น้องประชาชนไม่เปิดโอกาสให้ ผมก็จะหวนกลับมารับใช้พี่น้องชาวกทม.ไม่ทิ้งไปไหนอีกแล้ว”

            อย่างนี้สิ พวกเราชาวกทม.คงพอทำใจรับได้และรอคอยเวลาให้นายสมัครหมดเวลาชิมไปบ่นไป ให้โอกาสดร.พิจิตต กลับมาลุยงานกทม.อีกครั้ง และหวังว่าจะไม่เห็นเพียงการลุยน้ำท่วมล้วงท่อสร้างภาพเท่านั้น

            ที่บอกว่าสร้างภาพเพราะงานเช่นนั้นมันเป็นหน้าที่ของคนงานทำความสะอาดและขุดลอกท่อหรือระบายน้ำ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงของกทม.

            อาการเช่นนั้น มันจัดเข้าในประเภทเดียวกับพวกสร้างภาพด้วยการกวาดขยะนั้นเอง (ฮา)

            ส่วนงานบริหารจัดการเพื่อความผาสุกของชาวกทม.ด้านต่างๆ ก็ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่างานหญ้าปากคอกที่ทุกคนทำได้ในระดับเดียวกัน ขนาดคนที่หลับๆ ตื่นๆ กินๆ บ่นๆ ก็ยังมีผลงานไม่น้อยหน้าบรรดาผู้ว่าฯด้วยกัน

            ไม่เพียงพฤติกรรมที่ทำให้คิดว่าใช้เวทีกทม. ต่อขาเพื่อยกระดับขึ้นสู่เวทีรัฐสภาเท่านั้นหลังจากพ้นตำแหน่งแล้ว ยังมีข่าวฉาวโฉ่ กรณีที่ตาบอดย่านบางซื่อซึ่งดร.พิจิตต จะปฏิเสธไม่ได้เพราะมันเกิดขึ้นในขณะที่ตนเป็นผู้ว่าฯกทม.จะโยนขี้ให้นายหมานายแมวก็ไม่ได้

            เรื่องทุจริตครั้งนั้น คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. สรุปแล้วว่ามีความผิดจริง จึงส่งขึ้นสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ และขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งก็คงต้องเป็นไปตามการชี้มูลของคณะอนุกรรมการที่สรุปว่ามีความผิดจริงตามพยานหลักฐานในมือ ป.ป.ช.

            มันยิ่งทำให้สังคมเคลือบแคลงและตั้งคำถามซ้อนขึ้นมาอีกว่า

            คราวนี้มีคดีทุจริตซื้อที่ตาบอด คราวนี้จะมีเรื่องสกปรกอย่างอื่นฉาวโฉ่ขึ้นมาอีกหรือไม่ คำถามและความคิดในเชิงลบ ไม่ใช่อคติแต่เกิดจากการได้เห็นพฤติกรรมในอดีต ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ของสาธารณชน

            เรื่องนี้ยังค้างคาใจคนกทม.และคนทั้งประเทศ แม้ดร.พิจิตต จะบอกว่าสามารถชี้แจงได้

            จะชี้แจงอย่างไร จึงจะทำให้สังคมยอมรับได้ และเข้าใจว่าไม่ใช่การแก้ตัว

            ไม่เพียงเรื่องราวดังกล่าวที่ค้างคาใจ การกลับมาลงสมัครอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ มีอะไรแอบแฝงไว้เป็นเจตนาหลักอีกอย่างไรบ้าง ? ก็เป็นอีกคำถามในใจของคนกทม.

            โดยเฉพาะเรื่อง “อิสระ” หรือมีใครแอบหนุนอยู่ลับๆ เพียงเพื่อต้องการสกัดคนของพรรคตรงกันข้าม

            คำถามนี้มีปัญหาไปถึงพรรคใหญ่ เช่น ไทยรักไทยอย่างช่วยไม่ได้

            ช่วยไม้ได้เพราะอาการของพรรคไทยรักไทย กลับไปกลับมาไม่มั่นคงแน่วแน่เหมือนหลากหลายนโยบายที่สังคมนิยมชมชอบ

            อาการกลับไปกลับมาของพรรคไทยรักไทย เริ่มจากการประกาศเชิญชวนของหัวหน้าพรรคในลักษณะซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ซึ่งก็คือถ้าเลือกคนของพรรคเป็นผู้ว่าฯกทม.จะได้นายกฯแถมมาด้วย โดยการอ้างว่าคนเป็นผู้ว่าฯถ้ามาจากพรรคไทยรักไทยจะทำให้การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะสังกัดพรรคเดียวกัน จึงง่ายต่อการจัดสรรงบประมาณด้านต่างๆ จากรัฐบาลกลางมาช่วยเหลือกทม.

            พอพรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว “อภิรักษ์” ออกมา ปรากฏว่าบรรดาไทยรักไทยใหญ่น้อยพลอยรวนเรไม่เป็นขบวนไปทั้งพรรค ทั้งที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไม่มีอะไรวิเศษวิโสไปกว่าใครนอกจากความหล่อและความสดใหม่

            เป็นความสดใหม่ที่พรรคไทยรักไทยประโคมโฆษณามาตลอด

            ความหวังส่งสมาชิกลงชิงชัยผู้ว่าฯกทม.จึงมอดไหม้ลงเพราะความหล่อและความสดใหม่ของ “อภิรักษ์” โดยพรรคไทยรักไทยหมดโอกาสหาคนระดับ “อภิรักษ์” มาเข้าประกวดไม่ได้ เมื่อความหวังทั้งหมดฝากไว้ที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เพียงผู้เดียว

            เห็นได้จากการปฏิเสธทุกคนในพรรคที่เสนอตัว โดยการตั้งความหวังไว้ที่อดีต รมว.มหาดไทยหวังอาศัยชื่อจากการจัดระเบียบสังคมพิชิตชัยในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

            เมื่อ “ปุระชัย” ปฏิเสธทุกอย่างจึงจบ ทั้งที่ได้พยายามขอร้องอ้อนวอน หว่านล้อมมาแล้วทุกระดับทั้งหัวหน้าพรรคและแกนนำคนสำคัญ ไปจนถึงที่ปรึกษาอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งจนตรอกขนาดหลับหูหลับตาไปคว้าเอาคนของพรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดศรีสะเกษมาลงสมัคร ที่ชาวพรรคไทยรักไทยรู้สึกว่า “เสือก”

            ดร.พิจิตต จึงไม่วายถูกจับตามองว่า มาตามข้อเสนอของพรรคไทยรักไทยเพื่อตัดคะแนน “อภิรักษ์” หรือตั้งใจมาเพื่อหวังได้รับเลือกตั้งจริงๆ เพื่อบริหารงานเอื้อประโยชน์สุขแก่ชาวกทม.กันแน่

            ผู้สนใจการเมืองต่างตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ตรงกัน และตรงกับสื่อมวลชนที่จับตาไม่กะพริบ

            “พญาครุฑ” ฉบับนี้ เราจะไม่ลงลึกไปกว่านี้ เพราะยังมีเวลาติดตามหลากหลายเรื่องราวทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของ ดร.พิจิตต และผู้สมัครคนอื่นๆ มาเสนอก่อนถึงวันชิงชัย

            ฉบับนี้เราเพียงตั้งข้อสังเกตเฉพาะตัวดร.พิจิตต ในเบื้องต้น ให้พี่น้องชาวกทม.ช่วยกันตรวจสอบและตรึกตรองก่อนจะตัดสินใจลงคะแนนเลือกเขาหรือใครเข้าไปทำงานในตำแหน่งสำคัญสุดในกทม.

            อย่างน้อยที่สุดก็ตั้งข้อสังเกตว่าการกลับมาของดร.พิจิตต ในครั้งนี้ มาอย่างเตรียมพร้อมเต็มที่เหมือนคราวแรก หรือมาเพราะจนตรอกอย่างคนสิ้นคิดหมดหนทางก้าวหน้าบนเวทีการเมืองระดับชาติ

            เขามีความรักในงานกทม.ผูกพันกับคนกทม.ด้วยความจริงใจ หรือไม่มีทางเลือก

            พญาครุฑ จะติดตามต่อไป.

<Previous   Next>
 
up
หน้าแรก | News | พระราชดำรัส | ที่นี่พญาครุฑ | ยืนข้างความถูกต้อง | คิดไทย เขียนไทย | หมาเฝ้าบ้าน | เศรษฐกิจ | รายงาน | ภาษาของเรา | ศิลปวัฒนธรรม | รักเธอประเทศไทย | สำนักงานกฎหมาย | ตาต่อตา | ยำตำรวจ | ภูธรนครบาล | โฟกัสประเทศไทย | ตอบจดหมาย | สารคดีพิเศษ | ฮ.นิกฮูกี้ | เวทีทรรศน์ | วิพากษ์การเมือง | คนจริง… แผ่นดินไทย | เปิดกรุพระดี | แฟ้มโปลิศ | ยำรวมมิตร | หากข้าพเจ้าเป็นใหญ่ในแผ่นดิน | กลอน | สมุนไพร | คราบคน | รวมเว็บน่าสนใจ | ติดต่อเรา |
up
   
HOME CONTACTS LINKS