หน้า 8 คิดไทย เขียนไทยเล่ม 23-88
โปรดสัตว์
คุณทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณของเขาที่จะกระจายออกไปทั่วประเทศว่า เหมือนขนมชั้น ชั้นแรกคืองบที่กระจายไปตามจำนวนประชากร ชั้นที่สองเป็นงบกระจายอำนาจธรรมดาทั่วไป ชั้นที่สามเป็นงบที่ถึงประชาชนและชั้นที่สี่เป็นงบส่วนกลาง
เขาให้เหตุผลว่า ถ้างบประมาณมีเพียงชั้นเดียว ก็จะทำให้จังหวัดที่ไม่ได้รับการพัฒนา ก็จะไม่ได้รับการพัฒนาต่อไป
นายกรัฐมนตรีเจ้าความคิดหลากหลาย ระบุว่า งบประมาณตามจำนวนประชากรจะลงไปอยู่ที่จังหวัด เขาว่า จะต้องแก้กฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณให้จังหวัดเป็นนิติบุคคล สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้เอง จะได้คล่องตัวขึ้นเยอะ เดิมทีเดียวจังหวัดไม่ได้เป็นนิติบุคคล เพราะฉะนั้นส่วนกลางจะจัดเงินให้ทีหลัง เช่นการประกวดราคา ประกวดได้เท่าไรก็ให้เท่านั้น เงินที่เหลือจ่ายก็ไปตกอยู่ที่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นระเบียบวิธีการงบประมาณต้องแก้ไข ซึ่งคงจะแก้กันในสภาสมัยหน้า
ปรากฏว่า แนวคิดของเจ้าของแกงโฮะสูตรดีรสอร่อยในเรื่องดังกล่าวข้างต้นนั้น นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกฯได้ออกมาแถลง กรณีที่นายกฯมีนโยบายให้แก้ไขกฎหมายให้จังหวัดเป็นนิติบุคคลว่า เป็นความเข้าใจผิดของนายกฯ เนื่องจากมีการหารือกันในที่ประชุม ครม.และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯได้ชี้แจงว่า จังหวัดเป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว เพียงแต่ส่วนกลางไม่ค่อยอนุมัติงบประมาณลงไปให้ตามฐานะที่ควรจะเป็นของจังหวัด
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯได้ชี้แจงในเรื่องนี้เช่นกันว่า ที่นายกฯพูดถึงเรื่องทำจังหวัดให้เป็นนิติบุคคลนั้น ความจริงจังหวัดก็เป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว แต่นายกฯเป็นห่วงว่าทำอย่างไรที่จะจัดสรรงบประมาณไปให้จังหวัดได้วันนี้ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณไม่สามารถจัดสรรลงไปได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.กำหนดให้จัดสรรงบให้ส่วนราชการระดับกรมเท่านั้น แต่จังหวัดไม่ใช่กรม จึงคิดว่าอาจจะต้องใช้วิธีการแก้กฎหมาย
ผมอยากจะให้สังเกตตรงนี้สักนิด แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่โตอะไรนัก แต่ในกรณีที่คุณทักษิณ คิดจะแก้กฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณให้จังหวัดเป็นนิติบุคคลนั้น ได้แสดงให้เห็นว่า พื้นฐานในเรื่องการเมืองการปกครองใช้ไม่ได้เลย เพราะคุณทักษิณไม่รู้ว่าจังหวัดเป็นนิติบุคคล !!
ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายก็เช่นกัน ในหลายๆครั้งที่ท่านผู้นำประเทศจะมีปัญหาเรื่องกฎหมาย เมื่อท่านพลั้งพลาดไป ท่านก็จะแก้ตัวว่าท่านไม่ค่อยรู้กฎหมาย แต่ก็มีหลายหนที่ท่านคุยเขื่องบ่งทับผู้คนว่า ท่านรู้กฎหมายดี อย่างกรณีงบประมาณ SML ที่ท่านยืนยันว่าเรียนกฎหมายมาเยอะรับรองไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
วันก่อนคุณทักษิณ ไปปาฐกถาพิเศษ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี โครงสร้างใหม่กระทรวงศึกษาธิการได้แสดงวิสัยทัศน์ที่ออกจะประหลาดๆออกมาว่า ครูไม่ต้องเก่งมาก และการกำหนดเป้าหมายการผลิตเด็กให้ตรงกับความต้องการของสังคม มิเช่นนั้นจะมีการผลิตบุคลากรในบางสาขามากเกินไป เช่น ผลิตนักนิติศาสตร์มากเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วมาตีความกันทั้งเมืองหรือนักรัฐศาสตร์ที่พูดแต่เรื่องการเมือง และแนวคิดล่าสุด กรณีคุณทักษิณกลายเป็นนักอัดพระว่า โดยหลักการพระไม่ควรยุ่งเรื่องการเมือง ถ้าจะยุ่งเรื่องการเมืองก็ไม่ควรเป็นพระ ถ้าพระอยากจะเล่นการเมืองก็ไม่มีปัญหามาได้เลย จะเข้าพรรคไหนก็เข้าไป อย่าไปมีพรรคพิเศษ มันไม่ใช่
ทัศนะของนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยนายนี้ที่ว่า ครูไม่ต้องเก่งมาก นั้น ผมอยากให้สังคมไทยวินิจฉัยว่าเป็นทัศนะที่ถูกต้องหรือไม่ ?
ผมมีความเห็นว่า ครูนั่นแหละที่ควรจะเก่งมากๆ เพราะครูยิ่งเก่งมากเท่าไรก็จะสามารถถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับเด็กได้อย่างเต็มที่ เด็กก็จะมีคุณภาพ ตัวอย่างที่สามารถยกมาแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เรื่องการผลิตนักนิติศาสตร์กับนักรัฐศาสตร์ที่ท่านนายกฯเห็นว่ามากเกินไปเต็มบ้านเต็มเมือง ก็ออกจะประหลาดอย่างที่ว่า ในเมื่อประเทศของเราปกครองโดยนิติรัฐ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายจะอ้างเหตุไม่รู้กฎหมายไม่ได้ มันก็ต้องมีนักกฎหมายให้มันมากที่สุด ยิ่งสามารถทำให้ทุกคนรู้กฎหมายได้ก็จะยิ่งดีที่สุด เช่นเดียวกับที่เราปกครองประเทศโดยระบอบประชาธิปไตย ก็เป็นเรื่องจำเป็นเสียด้วยซ้ำที่เราจะต้องผลิตนักรัฐศาสตร์ออกมาให้มากๆ ยิ่งรัฐธรรมนูญให้กระจายอำนาจกระจายการปกครอง ให้ประชาชนปกครองตนเอง มีการเลือกตั้งในทุกระดับ ก็ยิ่งจะต้องทำให้พลเมืองของประเทศศึกษาวิชารัฐศาสตร์กันให้มากๆ จะได้รู้หลักรู้จักปกครองตัวเองอย่างมีระเบียบแบบแผน
รัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ย่อมจะคู่เคียงกันในระบอบการปกครองของเรา ผมยังคิดว่ารัฐเองน่าจะเปิดอบรมความรู้เบื้องต้นในเรื่องเหล่านั้นให้พลเมือง โดยมีค่าใช้จ่ายให้พลเมืองที่มาเข้ารับการอบรมเสียด้วยซ้ำไป
แล้วก็มาเรื่องของพระกับการเมือง พระท่านไม่ยุ่งกับการเมืองถึงขนาดต้องสึกหาลาเพศมามั่วกับความสกปรกโสโครกทางการเมืองหรอกครับ แต่ที่พระท่านออกมาโปรดสัตว์การเมืองให้รู้บาปรู้กรรมรู้ละอายต่อบาป เพื่อให้สัตว์การเมืองที่มันโลภโมโทสันได้รู้จักละอาย รู้จักกลัวนรกกันผมไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน
อาณาจักรย่อมจะอยู่ควบคู่กับศาสนจักร ต่างเกื้อกูลแก่กัน ถ้าผู้นำอาณาจักรนำทางที่ดีงามไม่คิดนำอบายมุขหรือความเลวทรามใดๆมาฉ้อฉลเพื่อตนหรือสร้างความเดือดร้อนเป็นทุกข์ให้พลเมือง ทางศาสนจักรก็คงไม่ออกมาชี้ทางนรกหรอกครับ ท่านที่นับถือ
มนตรี มณีรุ่ง
|