Transparent Political and Social Analysis
 
Latest News
สำนักกฎหมายพญาครุฑ (5) PDF Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Written by Administrator   
ะ–ะพะฒ 31 2004 ั€., 07:08

หน้า 9 สำนักกฎหมายพญาครุฑ เล่ม23-88

 

สำนักกฎหมายพญาครุฑ (5)

            พินัยกรรม… เรื่องพินัยกรรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับมรดกของผู้ตาย เรื่องใหญ่เป็นข่าวคราวในหน้าหนังสือพิมพ์ฆ่ากันตายเป็นเบือ ก็มาจากมรดกในพินัยกรรม แล้วเรื่องอย่างนี้มักจะเกิดกับคนมีเงินมีทอง… คนจนรอดตัวไปไม่มีลูกมีหลานแย่งชิงมรดกจนถึงกับฆ่ากันตายติดคุกติดตะราง ไม่ทันได้ใช้มรดก…

หน้า 9 สำนักกฎหมายพญาครุฑ เล่ม23-88

 

สำนักกฎหมายพญาครุฑ (5)

            พินัยกรรม… เรื่องพินัยกรรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับมรดกของผู้ตาย เรื่องใหญ่เป็นข่าวคราวในหน้าหนังสือพิมพ์ฆ่ากันตายเป็นเบือ ก็มาจากมรดกในพินัยกรรม แล้วเรื่องอย่างนี้มักจะเกิดกับคนมีเงินมีทอง… คนจนรอดตัวไปไม่มีลูกมีหลานแย่งชิงมรดกจนถึงกับฆ่ากันตายติดคุกติดตะราง ไม่ทันได้ใช้มรดก…

            มีเรื่องบอกต่อๆกันมาว่า มีทรัพย์สมบัติอย่ายกให้ลูกให้หลานเสียจนหมดเวลาแก่เฒ่าจะไม่มีคนดูแล เพราะเมื่อลูกหลานได้ทรัพย์สมบัติไปแล้วต่างคนก็ต่างไปมีลูกมีครอบครัวลืมพ่อลืมแม่ แล้วลูกบางคนก็โกรธว่าทำไมจึงให้สมบัติคนนั้นมากกว่าคนนี้คนนี้มากกว่าคนโน้น… ยามพ่อแม่แก่เฒ่าก็บอกว่าทำไมไม่ไปอยู่กับลูกคนโน้นล่ะเขาได้มรดกมากกว่าใคร… ทำไมไม่ไปอยู่กับลูกคนนี้เขารวยกว่าใคร… ตกลงแล้วลูกหลายคนไม่มีใครเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่… เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา

            ถ้าพ่อแม่คนใดร่ำรวยมีเงินมีทองไปเยี่ยมลูกเยี่ยมหลาน ไปครั้งใดก็แจกเงินแจกทองทั้งลูกทั้งหลาน… อย่างนี้ลูกหลานก็อยากจะให้ไปเยี่ยมบ่อยๆเพราะมาเยี่ยมแล้วมีแต่ได้เพราะพ่อแม่รวย… ทุกครั้งที่เห็นพ่อแม่มาหาทั้งลูกทั้งหลานก็จะดีอกดีใจบอกว่า “พ่อแม่มาแล้ว” “ตามาแล้ว” หรือ “ปู่ย่ามาแล้ว” เรียกว่าชื่นมื่นกันทุกคนเพราะพ่อแม่เอาเงินเอาทองมาให้

            แต่ถ้าพ่อแม่ให้สมบัติลูกหลานไปจนหมด เวลาไปเยี่ยมก็ไม่มีอะไรไปให้มีแต่จะไปขอเงินขอทองลูกใช้บ้าง เพราะได้ส่งเสียให้ได้เรียนมีงานมีการทำกันหมดแล้วสมบัติก็ยกให้หมดแล้ว… ก็หวังจะได้พึ่งลูกยามแก่… เวลาไปหาลูกหาหลาน ลูกหลานก็จะบอกว่า “พ่อแม่มาอีกแล้ว” “ตายายมาอีกแล้ว” หรือ “ปู่ย่ามาอีกแล้ว” …คำพูดสองประโยคแตกต่างกันมากระหว่าง “มาแล้ว”กับ “มาอีกแล้ว” นี่แหละครับความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในสังคม

            เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำอีก มีทรัพย์สมบัติก็อย่าให้ลูกให้หลานจนหมดเอาเก็บไว้บ้าง… บางคนบอกว่าจะกำทรัพย์สมบัติไว้จนนาทีสุดท้ายแล้วค่อยมาแกะเอาไป

            ลุงสำราญมีลูกอยู่หลายคนมีฐานะร่ำรวยมีที่ดินจำนวนมาก พออายุสักห้าสิบกว่าก็จัดแจงแบ่งสมบัติให้ลูกแต่ละคนจนหมด… บางคนก็เก็บรักษาสมบัติไว้ได้บางคนก็ขายเอาไปทำกิจกรรมอื่นหมดเนื้อหมดตัว… ลุงสำราญหันไปพึ่งลูกคนไหนก็ไม่ได้… วันนี้ลุงสำราญอายุเจ็ดสิบกว่าปลูกกระต๊อบเล็กๆอยู่ชายทุ่ง

            พ่อแม่ทุกคนรักลูกแต่ลูกมักจะคิดว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน… ความรู้สึกนี้ทำให้เหินห่างไม่ได้ห่วงใยดูแลพ่อแม่เท่าที่ควรจะเป็น… ปัญหาคนแก่คนชราถูกทอดทิ้งเพราะไม่เก็บทรัพย์สมบัติไว้ยามแก่ยามเฒ่า

            ไม่อยากเป็นเหมือนลุงสำราญก็อ่านตรงนี้

            ประการแรกเก็บทรัพย์สมบัติไว้จนกว่าตัวจะตายไม่ต้องยกให้ใคร มีเงินมีทองมีสมบัติยามแก่ยามเจ็บป่วยจะมีคนดูแล ไม่มีเงินไม่มีทองเจ็บป่วยเหมือนหมาข้างถนน… แต่การทำอย่างนี้ก็อาจจะมีปัญหากับผู้รับมรดกคือลูกๆจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะแบ่งทรัพย์สมบัติไม่ลงตัว… คนนั้นอยากได้ตรงนี้… คนนี้อยากได้ตรงนั้น… แย่งกันไปแย่งกันมา… มีการยักยอกมรดกกลายเป็นคดีอาญาฟ้องกันอีนุงตุงนังไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น… ปัญหานี้มีให้เห็นอยู่มากมาย

            มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สำนักงานเราทำคดีให้… พี่ชายเข้าไปเป็นผู้จัดการมรดกเสร็จแล้วก็เอาทรัพย์มรดกไปโอนไปขายเป็นของตัว น้องสาวที่แต่งงานแล้วมีครอบครัวแล้วไม่ยอมฟ้องยักยอกทรัพย์มรดกเป็นคดีอาญาอีก… จึงบอกว่าลูกเมื่อเขามีครอบครัวไปแล้วนั้นพ่อแม่พี่น้องเกือบจะเหมือนคนอื่น

            เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าวต้อง “ทำพินัยกรรม”

            แล้วจะทำพินัยกรรมอย่างไร… พินัยกรรมมีวิธีการทำอยู่หลายแบบหลายอย่างต้องเลือกเอาว่า เราจะทำแบบใดเพราะแต่ละแบบนั้นแตกต่างกันออกไปถ้าทำผิดก็จะใช้ไม่ได้เหมือนกับไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ เจตนาว่าจะให้สมบัติแก่ใครก็ใช้ใม่ได้ต้องแบ่งตามที่กฎหมายบัญญัติ

            พินัยกรรม… ที่เราสามารถทำได้คนเดียวไม่ให้ใครรู้ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องเขียนเองด้วยลายมือทั้งฉบับ… คือพิมพ์หรือให้คนอื่นเขียนไม่ได้ต้องเขียนเองทั้งฉบับถ้าให้คนอื่นเขียนหรือใช้พิมพ์จะใช้เป็นพินัยกรรมลักษณะนี้ไม่ได้…กฎหมายบัญญัติไว้ว่า “พินัยกรรมนั้นจะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือตัวเอง ซึ่งข้อความทั้งหมด วันเดือนปี และลายมือชื่อของตนเอง การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเองและลงลายมือชื่อกำกับไว้” หมายความว่าการทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับผู้ทำจะต้องเขียนด้วยลายมือตนเองทั้งหมด ตั้งแต่วันเดือนปีจนกระทั่งถึงลายมือชื่อ และถ้าเกิดเขียนผิดมีการแก้ไขหรือเขียนเพิ่มเติมต้องเซ็นชื่อกำกับไว้ด้วย มิฉะนั้นพินัยกรรมจะใช้ไม่ได้… สมมติว่านายชายต้องการทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนายชายก็จะต้องเขียนว่า ได้ทำพินัยกรรมนี้เมื่อวันที่เท่าไรเดือนอะไร พ.ศ.อะไร ทรัพย์สมบัติที่จะแบ่งให้กับใคร ถ้าเขียนผิดแก้ไขก็ต้องเซ็นชื่อกำกับไว้ด้วย หรือถ้าจะเพิ่มเติมอะไรก็ต้องเซ็นชื่อกำกับเช่นกัน… สุดท้ายก็อย่าลืมลงลายมือชื่อไว้ด้วยมิฉะนั้นจะใช้ไม่ได้… พินัยกรรมแบบนี้ทำได้ไม่ยากนักเหมือนกับเขียนจดหมายสักฉบับเท่านั้นแหละ

            เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็เอาเก็บไว้ให้มิดชิด หรือเอาไปฝากทนายความหรือฝากธนาคารไว้ก็ได้… ตายเมื่อไรทายาทค่อยมาเปิดอ่าน… ทำพินัยกรรมแบบนี้เสร็จควรบอกให้คนรู้ว่าเก็บไว้ที่ไหน ไม่อย่างนั้นตายไปไม่มีใครรู้…เอาละครับวันนี้ท่านทำพินัยกรรมได้แล้ว… ฉบับหน้าค่อยว่ากันแบบอื่นครับ               (อ่านต่อฉบับหน้า)

 

 

<Previous   Next>
 
up
หน้าแรก | News | พระราชดำรัส | ที่นี่พญาครุฑ | ยืนข้างความถูกต้อง | คิดไทย เขียนไทย | หมาเฝ้าบ้าน | เศรษฐกิจ | รายงาน | ภาษาของเรา | ศิลปวัฒนธรรม | รักเธอประเทศไทย | สำนักงานกฎหมาย | ตาต่อตา | ยำตำรวจ | ภูธรนครบาล | โฟกัสประเทศไทย | ตอบจดหมาย | สารคดีพิเศษ | ฮ.นิกฮูกี้ | เวทีทรรศน์ | วิพากษ์การเมือง | คนจริง… แผ่นดินไทย | เปิดกรุพระดี | แฟ้มโปลิศ | ยำรวมมิตร | หากข้าพเจ้าเป็นใหญ่ในแผ่นดิน | กลอน | สมุนไพร | คราบคน | รวมเว็บน่าสนใจ | ติดต่อเรา |
up
   
HOME CONTACTS LINKS