หน้า 22 เศรษฐกิจ 23-87
ปิดบัญชีครึ่งปีแรก แบงก์กำไรพุ่ง
หลังจากสรุปยอดบัญชีงวด 6 เดือนแรกของปี 2547 เรียบร้อย ตามระเบียบธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ต้องแจ้งผลการดำเนินงานมายังตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวเลขที่ออกมาถือว่ากำไรดีเกินคาด
โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด นครธน งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่าปีกลาย124 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขอยู่ที่ 444.59 ล้านบาท (กำไรสุทธิปี 2546 อยู่ที่ 197.91 ล้านบาท) และเฉพาะไตรมาส 2 ฟันกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 739 เปอร์เซ็นต์ ด้วยตัวเลข 246.17 ล้านบาท (อยู่ที่ 29.32 ล้านบาทในปีที่แล้ว)
หน้า 22 เศรษฐกิจ 23-87
ปิดบัญชีครึ่งปีแรก แบงก์กำไรพุ่ง
หลังจากสรุปยอดบัญชีงวด 6 เดือนแรกของปี 2547 เรียบร้อย ตามระเบียบธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ต้องแจ้งผลการดำเนินงานมายังตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวเลขที่ออกมาถือว่ากำไรดีเกินคาด
โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด นครธน งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่าปีกลาย124 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขอยู่ที่ 444.59 ล้านบาท (กำไรสุทธิปี 2546 อยู่ที่ 197.91 ล้านบาท) และเฉพาะไตรมาส 2 ฟันกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 739 เปอร์เซ็นต์ ด้วยตัวเลข 246.17 ล้านบาท (อยู่ที่ 29.32 ล้านบาทในปีที่แล้ว)
ตามมาติดๆด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ ฟันกำไรเพิ่มขึ้น 68 เปอร์เซ็นต์ โดยไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 4,869.48 ล้านบาท หลังจากปีกลายมีกำไรสุทธิ 2,894.86 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 11,727.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.39 เปอร์เซ็นต์
โดยผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
พอใจกับผลประกอบการของธนาคารไตรมาส 2 ที่ออกมา และจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สอดคล้องกับนโยบายเน้นการเจริญเติบโต ที่ทีมบริหารได้วางรากฐานผ่านโครงการปรับปรุงธนาคาร ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 2 ปี
โดยในครึ่งปีแรก ธนาคารสามารถขยายสินเชื่อได้สูงถึง 55,052 ล้านบาท และยังคงรักษาระดับรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ไว้ในระดับคงที่สม่ำเสมอ ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมหรือบริการอื่นๆก็เพิ่มขึ้นได้ดีตรงตามเป้าหมาย ส่วนแนวทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารยังคงดำเนินนโยบายมุ่งเน้นการเจริญเติบโตที่มีคุณภาพ ทั้งในธุรกิจหลักของธนาคาร และกลุ่มธุรกิจการเงินไทยพาณิชย์ ตามกลยุทธ์การเป็นสถาบันการเงินครบวงจร
เช่นเดียวกันธนาคารกรุงศรีอยุธยา เผยผลประกอบการครึ่งปี 2547 ว่าได้กำไรสุทธิ 2,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีกลาย 18 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 2 ธนาคารกรุงศรีฯได้มีการตั้ง สำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เพิ่มอีก 900 ล้านบาท หลังจากที่ได้สำรองในไตรมาสแรกไปแล้ว 600 ล้านบาท ทำให้ในงวดครึ่งแรกของปีธนาคารได้ตั้งสำรองแล้วถึง 1,500 ล้านบาท โดยตอนนี้หนี้สงสัยจะสูญมีอยู่ประมาณ 39 เปอร์เซ็นต์ และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นจากปลายปีที่มีประมาณ 36 เปอร์เซ็นต์
แม้ตัวเลขจะสูงแต่ผู้บริหารธนาคารกรุงศรีฯยืนยันว่า การสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญขณะนี้ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายการตั้งสำรองเดิมที่ธนาคารตั้งไว้ในต้นปี (2,000 ล้านบาท) นอกจากนี้ธนาคารยังต้องการเพิ่มสำรองของธนาคารอีก 1,500 ล้านบาทในครึ่งหลังของปี ซึ่งจะทำให้สำรองทั้งปีของธนาคารอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท และหากครบตามจำนวนที่ตั้งเป้าหมายแล้ว ในสิ้นปีธนาคารจะมีสำรองอยู่เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์
เหตุที่สำรองเพิ่มขึ้น เนื่องจากธนาคารต้องการรองรับนโยบายการเร่งขจัดเอ็นพีแอลให้เร็วขึ้น จึงจำเป็นต้องสำรองเพิ่มอีก แม้เมื่อพิจารณาความจำเป็นตามหลักของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ธนาคารกรุงศรีฯยังมีหลักประกันเพียงพออยู่ แต่ที่สำรองก็เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการเอ็นพีแอลเท่านั้น ซึ่งแม้ว่าจะเพิ่มก็ยังคงกำไรอยู่ และเชื่อว่าทั้งปีจะมีกำไรสุทธิสูงกว่าในปี 2546 ที่ผ่านมา เมื่อรวมกำไรในครึ่งแรกของปีแล้ว เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะอยู่ที่ 10.46 เปอร์เซ็นต์ และหากรวมใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนท์) จำนวน 1,239 ล้านหน่วย ที่เริ่มมีการแปลงเป็นหุ้นสามัญแล้ว จะทำให้เงินกองทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2551 เป็นตัวเลขประมาณ 15,000 ล้านบาท
ส่วนเรื่องการจัดการบริษัทเงินทุนกรุงศรีอยุธยา ที่ธนาคารถือหุ้นอยู่ 80 เปอร์เซ็นต์นั้น ผู้บริหารธนาคารกรุงศรีฯกล่าวว่า...จะยื่นแผนต่อธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานเป็นบริษัทเช่าซื้อรถยนต์ และทำธุรกิจคล้ายสินเชื่อรายย่อยโดยไม่รับเงินฝาก ซึ่งสินเชื่อที่จะโอนมายังธนาคารขณะนี้มีอยู่ประมาณ 3,600 ล้านบาท จากสินเชื่อทั้งหมดที่มีประมาณ 6,000 ล้านบาท และเมื่อธปท.กับกระทรวงการคลังเห็นชอบกับแผนแล้ว จะมีเวลาอีก 1 ปีในการดำเนินการเรื่องนี้ และมีการชำระคืน เมื่อครบกำหนด
จากผลประกอบกลุ่มธนาคารเติบโตขึ้น มีเสียงสะท้อนจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า เป็นผลมาจากธนาคารส่วนใหญ่ สามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ประกอบกับมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง สามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น เมื่อจ่ายต้นทุนดอกเบี้ยในอัตราที่ลดลง ภาพรวมทั้งกลุ่มการขยายตัวสินเชื่อส่วนใหญ่ดีขึ้น ทำให้รายได้ส่วนต่างดอกเบี้ยมากขึ้นตามไปด้วย ผลประกอบการไตรมาส 2 จึงออกมาในทิศทางที่ดี
บริษัทวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างๆยืนยันว่า ต้องปรับประมาณการผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในรอบปีนี้ขึ้น เพราะเพียงแค่งวดไตรมาส 2 ปี 2547 ผลประกอบการในส่วนของกำไรจากการขายเงินลงทุนของธนาคารพาณิชย์ สูงกว่าที่แต่ละบริษัทได้ประมาณการไว้ ดังนั้นกำไรรวมทั้งปีก็น่าจะดีขึ้นด้วย
นอกจากนี้ยังได้แนะนำการลงทุนหลังจากนี้ว่า ราคาหุ้นอาจจะถูกเทขาย เป็นเพียงการลงทุนระยะสั้น แต่ถ้าต้องการลงทุนระยะยาวสามารถทยอยซื้อลงทุนได้ในธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากผลประกอบการโดยรวมจะเติบโตดีขึ้นจากปีก่อน สำหรับนักลงทุนเข้าลงทุนหุ้น สามารถเล่นกลุ่มธนาคารได้ เน้นที่ธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง จากยอดประมาณการกำไรทั้งปีที่ตั้งไว้ค่อนข้างสูง และให้มั่นใจว่าการลงทุนจะไม่สูญเปล่า หากฉลาดที่จะเลือก |