Transparent Political and Social Analysis
 
Latest News
เสธ.แดง ฟันธง เบื้องหลังฆ่าโหดผู้พิพากษา PDF Print E-mail
User Rating: / 3
PoorBest 
Written by Administrator   
ะ–ะพะฒ 15 2004 ั€., 10:54

เสธ.แดง ฟันธง !!!
เบื้องหลังฆ่าโหดผู้พิพากษา


เสธ.แดง ฟันธง !!! เบื้องหลังฆ่าโหดผู้พิพากษา
หลังจากชมรายการ “ถึงลูกถึงคน” นำเสนอเบื้องหลังและผลระทบจากเหตุการณ์ นายรพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาจังหวัดปัตตานี ถูกบุกยิงอย่างอุกอาจกลางเมือง ซึ่งถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐและคุกคามความมั่นคง
ปรากฏว่าทุกคนล้วนพูดถึงปลายเหตุ โดยต้องการให้ผู้พิพากษาใส่เสื้อเกราะ พกอาวุธ แล้วใช้บางองค์กรเข้าไปช่วยเหลือในด้านรักษาความปลอดภัย ประเด็นนี้ผมยอมรับไม่ได้ เพราะในฐานะที่ผมเป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามรัฐธรรมนูญ การที่จะให้ผู้พิพากษาใส่เสื้อเกราะแล้วพกปืน ถ้าเป็นผมคงซุกแผ่นดินหนีหรือขอลาออกจากการเป็นคนไทย หนีไปอยู่ต่างประเทศเสียยังดีกว่า เพราะนั่นหมายถึง ความเสียหายและเป็นการหมิ่นสถาบันหลักของประเทศอย่างโรงเรียนนายร้อย จปร.
มุมมองในทุกๆมิติ สรุปออกมาได้หลายประการ แต่สังเกตว่าทุกหน่วยงานของรัฐ ยังไม่เอ่ยถึงสาเหตุหรือความเป็นไปว่า การที่ผู้พิพากษาถูกปลิดชีพ มูลเหตุหรือแรงจูงใจเกิดจากอะไร ซึ่งทำให้เกิดข้อครหา 2 ประการ คือ ไม่กล้าพูดหรือไม่รู้

ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังระอุและกลับทวีความรุนแรง จนเป็นไฟลุกฮือ คงถึงเวลาต้องมีผู้กล้าหรือเกิด “ภาวะผู้นำ” ออกมาตอบโต้ สะสางปัญหา ซึ่งควรเริ่มจากต้นเหตุของปัญหา อ้างอิงถึงเหตุและผล จากนั้นค่อยบูรณาการและเวิร์กชอปทุกระบบ


เสธ.แดง ฟันธง !!! เบื้องหลังฆ่าโหดผู้พิพากษา

ปัญหาการก่อความไม่สงบ อาจมองได้หลายประเด็น
ประเด็นแรก กรณีความมั่นคง เดิมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความผาสุก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เวลาสร้างตำหนักตันหยง กว่า 30 ปี เปลี่ยนดินแดนสนธยาให้กลายเป็นพื้นที่เขียวชอุ่ม ไม่มีโจรก่อการร้าย ไม่มีขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไม่มีโจรจีนคอมมิวนิสต์ วางระบบชลประทานแบบลอยฟ้า จากนั้นพัฒนาพื้นที่สีแดงโดยใช้ความรู้รักสามัคคี ทำให้กลุ่มโจรต่างๆเข้ามอบตัว คลี่คลายความรุนแรง จนสงบสุขตลอดมา

กระทั่งรัฐบาลมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพลขั้นแตกหัก ซึ่งภาระหน้าที่ผู้รับสนองนโยบายก็คือ ตำรวจ เนื่องเพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีกฎหมายและอาวุธอยู่ในมือ

การกระทำโดยปราศจากการพิจารณาไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ อุ้มฆ่า/ตัดตอน จึงเป็นเหตุให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ แผ่นดินใต้ มีความพยายามแบ่งแยกดินแดนชัดเจนมากขึ้น ลามปามไปถึงการไล่ฆ่าผู้พิพากษา

ย้อนกลับไปยุคโหมไฟใต้ ต้นเหตุเกิดจากความขัดแย้งระหว่าง พล.ต.อ.ธวัชชัย จุลคนธ์ ผบช.ภ.9 กับทหารพราน (เอี๊ยด) มูลเหตุจากการคดีฆ่าตัดคอ จน ผบช.ภ.9 เกิดความไม่พอใจ ได้แจ้งไปถึง พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. ระบุว่า บช.ภ.9 สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายใน 3 เดือน และต้องการให้ถอนทหารพรานออกไป ซึ่งต่อมามีความเชื่อว่ากลุ่มทหารพราน น่าจะเข้าไปขัดผลประโยชน์ต่างตอบแทน ระหว่างผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่ เช่น ค้าของเถื่อน ค้าแรงงาน ยาเสพติด สถานบริการ ฯลฯ

หลังจากทหารพรานหรือทหารบ้าน ถูกผลักดันให้ออกนอกพื้นที่ไปอยู่กับทหารหลัก ความมั่นคงก็จุดเกิดช่องโหว่ นักการเมืองท้องถิ่นยิ่งชอบใจ เพราะหัวคะแนนสามารถเดินงานได้สะดวกขึ้น

จน พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ได้เสนอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุบทหารพราน จุดนี้ทำให้ความมั่นคงลดน้อยลง ขณะที่ทหารพรานทหารหลักขยับออกจากพื้นที่ จึงเกิดสภาพสุญญากาศ

ประเด็นที่สองด้านสังคมจิตวิทยา...ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รมต.มหาดไทย ได้เกิดความขัดแย้งกับ นายพลากร สุวรรณรัตน์ ผอ.ศูนย์อำนวยการบริหารภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งพัฒนาจากกองอำนวยการรักษาความสงบภาคใต้ (กอ.รสต.) โดย กอ.รสต.พัฒนามาจาก ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษที่ 51 (ศพศ.51) ซึ่งความขัดแย้งครั้งนั้น เป็นผลให้บันไดทางด้านสังคมจิตวิทยา ที่เคยทอดผ่านระหว่างภาครัฐกับประชาชน เกิดหักสะบั้น

ปัจจุบันได้มีการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ด้วยการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ตามนโยบาย ส่งเสริมสันติสุข (สสส.) เปรียบเสมือนการสร้างบันไดพาดผ่าน ระหว่างภาครัฐและประชาชนขึ้นมาใหม่ โดยอาจจะกล่าวได้ว่า ความมั่นคงได้หวนกลับคืนมา

ประเด็นที่สามด้านการศึกษา...ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการยุบสำนักงานศึกษาธิการเขต 2 ซึ่งหน้าที่กำกับดูแล 4 จังหวัดภาคใต้ คือ สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งภาระหน้าที่หลักของสำนักงานฯก็คือควบคุมโรงเรียนปอเนาะ

เมื่อปี 2514 โรงเรียนปอเนาะมีจำนวนกว่า 2,500 แห่ง พอมีการกำกับดูแลและจัดให้มีการขึ้นทะเบียน โรงเรียนจึงลดเหลือ 1,400 แห่ง ส่วนที่ไม่มีในทะเบียนต้องปิดการเรียนการสอนไปโดยปริยาย จากนั้นปี 2525 เหลือเพียง 400 แห่ง และล่าสุดโดนบีบให้เหลือ 200 กว่าแห่งเท่านั้น

สภาพของโรงเรียนปอเนาะทั่วไปนั้น จะสอนเรื่องศาสนาเป็นหลัก ซึ่งมีตั้งแต่ระดับ 1-10 โดยการสอนคล้ายเส้นคู่ขนานกันไปกับโรงเรียนสามัญ ปัจจุบันภาครัฐให้เงินโรงเรียนปอเนาะ 100% แต่แทนที่กระทรวงศึกษาฯ จะจ้างครูสามัญเข้าไปสอน กลับปล่อยให้เขาไปจ้างสอนกันเอง จึงไม่แปลกที่เขาจะจ้างเฉพาะครูสอนศาสนาจากกลุ่มครูมุสลิมด้วยกัน ส่งผลให้ภาครัฐและภาคการศึกษา รู้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโรงเรียนปอเนาะอย่างผิวเผิน

เคยมความพยายามให้เด็กจากโรงเรียนปอเนาะ ข้ามมาศึกษาในโรงเรียนธรรมดาซึ่งเป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันจะให้เด็กจากโรงเรียนสามัญ เข้าไปศึกษาที่โรงเรียนปอเนาะก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เมื่อไม่ยอมข้ามเส้นกีดขวางระหว่างความแตกต่างทางด้านศาสนา ชาวมุสลิมเกือบ 2 ล้านคนที่อยู่ปักษ์ใต้ จึงพูดภาษาไทยไม่ได้ พอจบจากโรงเรียนปอเนาะ มีธรรมเนียมปฏิบัติสืบทอดกันว่า กลุ่มนักเรียนเหล่านี้จะต้องไปเรียนต่อที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซาอุดิอาระเบีย ซีเรีย เลบานอน ฯลฯ กลายเป็นปมปัญหาคาราคาซัง โดยมีความแตกต่างทางด้านสายการศึกษาเป็นปัจจัยโน้มน้าว

โรงเรียนปอเนาะให้การศึกษาแบบใด ??? โรงเรียนเหล่านี้สอนเฉพาะศาสนาอิสลาม โดยมีภาษามลายูเป็นภาษาพื้นเมือง ใช้อักษรยาวี ซึ่งเป็นอักษรอาหรับ เขียนจากหลังไปหน้า ผิดกับทางมาเลเซียที่มีทับศัพท์จากลาติน แน่นอนว่ายังมีการปลูกฝังความเชื่ออย่างต่อเนื่องว่า ดินแดนปัตตานีคือดินแดนของชนพื้นเมืองมาแต่ดั้งเดิม

ปกติโรงเรียนปอเนาะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุคคลภายนอก จนกระทั่งนโยบายปราบปรามยาเสพติด/ผู้มีอิทธิพลเข้าไปรุมเร้า ทำให้เกิดความกระทบกระทั่ง และไปแตะต้องครูปอเนาะหรือโต๊ะครู/อุสต๊าด ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมใจของโรงเรียน

ในช่วงที่มีการจับกุมโต๊ะครู/อุสต๊าด ลากใส่กุญแจมือโดยน้ำมือของตำรวจชุดเฉพาะกิจที่ตั้งกองบัญชาการอยู่หน้าเขตพระราชฐานตำหนักตันหยง สถานการณ์ช่วงนั้นนับว่ามีความรุนแรงมาก จนเป็นสาเหตุให้โรงเรียนหัวเขาที่อยู่ในเขตพระราชฐานถูกลอบวางเพลิง จนกระทั่งมุสลิมที่เคยเดินผ่านตำหนักเลิกยกมือไหว้ นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการ โต๊ะอิหม่าม ซึ่งเป็นหัวหน้ามัสยิดเริ่มถูกคุกคาม

ความกดดันที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำให้เด็กหนุ่มที่ถูกปลูกฝังจากโรงเรียนปอเนาะ เริ่มรวมกลุ่มกันตามหาครู/อุสต๊าดของเขา คล้ายการตั้ง แก๊ง 47 โรนิน ในยุคโตกุวาร่า ที่มีพฤติกรรมคล้าย ซามูไรไร้สังกัด ออกติดตามไล่ล่าฆ่าฟันข้าราชการ/ทหาร/ตำรวจ

การที่เด็กนักเรียนจากกลุ่มปอเนาะกว่า 200 โรงเรียน รวมตัวกันตั้งแก๊ง 47 โรนินขึ้นมา แต่จากการสืบสวนขยายผลไปที่กรรมการอิสลาม กลับไม่มีใครปริปากให้รู้

หลังจากนั้นได้มีการบุกไปค้นบ้านเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่จังหวัดยะลา พบรายชื่อทหาร/ตำรวจ ปรากฏระบุถิ่นฐานตำแหน่งชัดเจน มีบ้านเลขที่ แผนที่ หมายเลขประจำตัว ร่วม 50 คน ซึ่งถือเป็นการตั้งเป้าเพื่อฆ่าทีละคน

เมื่อนำ 3 ประการข้างต้น มาพิจารณารวมกับเรื่องกฎหมาย

กฎหมายเมืองไทยเป็นระบบ CIVIL LAW (ลายลักษณ์อักษร) ใช้ระบบกล่าวหา จุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมมาจากตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่สืบสวน สอบสวน จับกุม คุมขัง ตั้งเรื่องขึ้นไป โดยศาลจะมีหน้าที่วินิจฉัย ตามหลักฐานและตัวบทกฎหมาย (ต่างจากของสหรัฐฯ ที่เป็นระบบ COMMON LAW เป็นระบบไต่สวน ที่ใช้ลูกขุนเป็นกลไกในการพิจารณาคดีของศาล)

จะเห็นว่าศาลบ้านเราใช้หลักวินิจฉัย คือ ตำรวจเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ว่ายังไงก็ไปอย่างนั้น ระยะหลังเอาหลักวิทยาศาสตร์มาช่วยยิ่งไปกันใหญ่ เพราะหากมีการออกนอกลู่นอกทางเสียคนนึง จะมั่วทั้งระบบ...ศาลก็เหมือนกับถูกหลอก จะวินิจฉัยยังไงก็ผิด เพราะมาจากจุดตั้งต้นของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่โปร่งใส

ซึ่งจากเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ทั้งหมด เมื่อสามารถจับกุมผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลักฐานต่างๆจึงถูกบิดเบือนเสียตั้งแต่ต้นกระบวนการ

เนื่องจากปัจจุบันศาลเป็นระบบวินิจฉัย จึงไม่มีเครื่องมือเฉพาะกิจ จริงหรือไม่จริงล้วนมาจากฐานข้อมูลหรือหลักฐานของตำรวจที่ตั้งขึ้นไป หรือเพียงรับฟังข้อเท็จจริงจากอัยการและทนายที่ต่อสู้กัน จากนั้นค่อยใช้ดุลยพินิจ แต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า...ผิดหรือถูกแบบ 100%

การที่ศาลจะมีคำพิพากษาประหารชีวิต ควรต้องเห็นภาพเหตุการณ์เหมือนในภาพยนตร์  ถ้าจะเอาเป็นหลักฐานในที่เกิดเหตุ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ประเด็นนี้อาจทำให้ข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งการประหารหรือแม้กระทั่งจำคุกตลอดชีวิต นี่ก็ถือว่าบาปแล้วในระบบวินิจฉัย แต่ถ้าเป็นระบบไตร่สวนที่ศาลมีเครื่องมือเฉพาะกิจ สามารถพิสูจน์ได้ว่า...จริงหรือไม่จริงมากกว่า 

กอปรกับกลไกอุบาทว์ของแก๊ง 47 โรนิน ใช้กลยุทธ์รุกคืบ คือ

1.เนื่องจากกฎหมายยังไม่ได้แบ่งแยกอำนาจสืบสวน/สอบสวน ออกจากการจับกุม ตำรวจจึงมีอำนาจในการเลือกจับผู้ต้องหา ด้วยการหาหลักฐานต่างๆนานา ซึ่งในภาคปฎิบัติตำรวจควรมีทั้งธรรมะและคุณธรรม เมื่อตำรวจไม่มีทั้งสองอย่าง มันจึงควบคุมไม่อยู่ พอควบคุมไม่อยู่ก็จำเป็นต้องหันไปใช้แก้ว 3 ประการ คือ เงิน ไม้หน้าสาม และ .357

กลุ่มเด็กหนุ่มมุสลิมเคยใช้แก้ว 3 ประการ ได้ผล แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไป !!!

เมื่อใช้เงินไม่ได้ผล ตำรวจเริ่มไม่รับเงินเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามให้มากกว่า จึงต้องใช้ไม้หน้าสามเข้าจู่โจม ต่อมาใช้ไม้หน้าสามไม่ได้ผล เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงตัว เลยต้องใช้ .357

สังเกตว่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีจับกุมผู้ขับขี่จักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่มีการตั้งด่านตรวจ ไม่มีการรังแกประชาชน ไม่เคยออกจากฐาน ไม่เคยไปเดินเกะกะ นับว่าเป็นตำรวจที่มีระเบียบวินัยมาก

ตำรวจหายไปจากระบบความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน...มุสลิมบางส่วนจึงต้องรักษากฎหมายด้วย .357 คือ ตามยิงตำรวจจนกว่าจะเจอ ครู/อุสต๊าด !!!

ยุทธการเด็ดสีกากีทวีความรุนแรง ยิงไปยิงมา ตำรวจต้องใส่เสื้อเกราะ ไม่ออกจากสถานี  มีกองกำลัง พร้อมอาวุธปืนอยู่ในฐานที่ตั้ง กลุ่มก่อความไม่สงบเริ่มยิงไม่ได้ ต้องหันมายิงผู้ที่เป็นเครื่องมือของตำรวจ

ศาลท่านนี้แท้จริงแล้ว เป็นคนดี รักความยุติธรรม เที่ยงตรง เคยตัดสินคดีประหารชีวิตมาแล้วหลายคน คดีดังๆอย่างเช่น ผู้ใหญ่บ้านดาโอ๊ะ ไปจับครู/อุสต๊าดมา ท่านก็ประหาร หรือยิงตำรวจตาย เมื่อไปจับผู้ร้ายมาได้ก็ประหาร รวมทั้งมีการออกหมายจับ และคดีพกปืนก็ตัดสินติดคุก ทั้งที่มีโทษแค่ปรับ

จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์กันจนหลงประเด็นว่า เกิดยุทธการหันไปยิงคนระดับสูง ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะถ้าเป้าหมายเป็นคนระดับสูง ควรตั้งเป้าบัญชีดำไปที่ผู้ว่าฯ, ผู้บังคับการ, ผู้กำกับการ ซึ่งทำได้ง่ายดายเช่นกัน

เพราะขนาดเขาทำจีฮัจญ์ 100 กว่าศพ วิ่งขึ้นไปไล่ฟันตำรวจบนโรงพัก ยิงฐานทหาร/ปล้นปืนยังทำได้ การฆ่าผู้ว่าฯ จึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่นี่เขาเจตนาและเจาะจง ถือเป็นการล้างแค้นส่วนตัวเอง เนื่องจากเห็นว่าศาลอาจตกเป็นเครื่องมือของตำรวจ

ถามว่าควรทำอย่างไรกับประเทศไทย ณ วันนี้

นี่เป็นโอกาสอันดีของรัฐบาล ที่จะมีการเปลี่ยนระบบกฎหมายของไทย ที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยระบบของไทยจะต้องเป็นแบบสืบสวน และแยกการสืบสวน สอบสวนจับกุมให้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด

สำคัญว่าจะแก้ที่ต้นเหตุหรือปลายเหตุ ???

แก้ต้นเหตุก็ต้องไปแก้ที่จุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม นั่นคือ ตำรวจ ให้ตำรวจจับคนนึง สอบสวนคนนึง จะใช้องค์การไหนก็ได้แล้วแต่จะปฏิบัติ

แก้ที่ปลายเหตุก็คือศาล ศาลต้องมีเครื่องมือในการวินิจฉัยเฉพาะกิจ สืบหาความจริง ไม่ใช่วินิจฉัยอยู่บนโต๊ะ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงจะได้รับความเป็นธรรมและไม่ถูกฆ่า

ฉะนั้นอาจฟันธงได้ว่า การที่ศาลถูกปลิดชีพในครั้งนี้ แทนที่ท่านจะเป็นผู้คานอำนาจ ระหว่างอัยการและตำรวจ อาจตกเป็นเครื่องมือให้กับตำรวจ ซึ่งส่งผลให้มีการตั้งเป้าและฆ่าอย่างเจตนาโดยฝีมือของแก๊ง 47 โรนิน

ถามว่าเหตุการณ์จะสงบได้ไหม ???

วันใดที่เหตุการณ์สงบ แต่ยังไม่เปลี่ยนระบบกฎหมาย และรัฐบาลยังใช้ความรุนแรง มันก็จะกลับมาที่วัฏจักรเดิม

ความมั่นคงและสังคมจิตวิทยาได้แก้ไขแล้ว แต่ด้านการศึกษายังไม่ได้ทำเลย ไม่มีการล้วงลูกเข้าไปในโรงเรียนปอเนาะ ดังนั้นจึงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ให้มันกลับไปที่เดิม โดยเฉพาะถ้าตำรวจยังไร้ธรรมะ เมื่อเป็นอย่างนี้เด็กหนุ่มมุสลิมก็จะรวมตัวกันก่อความไม่สงบทุกครั้งไป

ดังนั้นจึงต้องเริ่มแก้ไขที่กฎหมาย ไม่ใช่มาติดเกราะให้ผู้พิพากษา เพราะหากผู้พิพากษาไม่ปลอดภัย คงไม่มีอะไรปลอดภัยอีกแล้วในโลกนี้

Last Updated ( ะกั–ั‡ 01 2008 ั€., 22:03 )
Next>
 
up
หน้าแรก | News | พระราชดำรัส | ที่นี่พญาครุฑ | ยืนข้างความถูกต้อง | คิดไทย เขียนไทย | หมาเฝ้าบ้าน | เศรษฐกิจ | รายงาน | ภาษาของเรา | ศิลปวัฒนธรรม | รักเธอประเทศไทย | สำนักงานกฎหมาย | ตาต่อตา | ยำตำรวจ | ภูธรนครบาล | โฟกัสประเทศไทย | ตอบจดหมาย | สารคดีพิเศษ | ฮ.นิกฮูกี้ | เวทีทรรศน์ | วิพากษ์การเมือง | คนจริง… แผ่นดินไทย | เปิดกรุพระดี | แฟ้มโปลิศ | ยำรวมมิตร | หากข้าพเจ้าเป็นใหญ่ในแผ่นดิน | กลอน | สมุนไพร | คราบคน | รวมเว็บน่าสนใจ | ติดต่อเรา |
up
   
HOME CONTACTS LINKS