|
Written by Administrator
|
|
ะะตั 03 2007 ั., 22:09 |
หน้า 30 แฟ้มโปลิศ 23-93
ตำรวจกับอำนาจสังหารในมือ
ไม่ว่าบทสุดท้ายของคดีฆาตกรรมชาวต่างชาติสองรายในจังหวัดกาญจนบุรี ที่เพิ่งกลายเป็นประเด็นร้อนจะเป็นเช่นไรต่อไป
วันนี้สิ่งซึ่งสังคมไทยได้รับจากการกระทำสุดต่ำ ของตำรวจนอกแถวนายหนึ่ง คือ
“เราจะไว้ใจผู้ประดับอาวุธโดยชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร ในเมื่อความสงบสุขของประชาชนถูกบั่นทอนโดยฝีมือคนเหล่านี้”
ขออนุญาตย้อนความกลับสู่ต้นสายเรื่องดังกล่าว...เหตุรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อมีความไม่ลงรอยระหว่าง ด.ต.สมชาย วิเศษสิงห์ ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.อ.เมืองกาญจนบุรี กับ นายอาดัม เจฟฟรีย์ อายุ 23 ปี ชาวเมืองนอตแฮมตัน และน.ส.วาเนสซ่า แคลร์ อาร์สกอตต์ อายุ 22 ปี ชาวเมืองซิติเว่น ประเทศอังกฤษ เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 9 กันยายน
ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.เมืองกาญจนบุรี รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดี พล.ต.ต.ชัยชาญ กิติจันทร์ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ ร่วมด้วย พ.ต.อ.เวศม์ สมบูรณ์ ผกก.สภ.อ.เมืองกาญจนบุรี, พ.ต.ท.ณัฐวัชร แย้มชื่นพงษ์ รอง ผกก.สส., พ.ต.ท.ไพฑูรย์ สายทอง สว.สส.และตำรวจฝ่ายสืบสวน เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุบนถนนสายแม่น้ำแคว ต.ท่ามะขาม อ.เมืองกาญจนบุรี เยื้องร้านอาหารเดอะรีสอร์ท ที่ชาวเมืองกาญจน์ขนานนามให้เป็น “ถนนข้าวเปลือก” เนื่องจากเป็นที่ตั้งของเกสต์เฮาส์และบังกาโล เบื้องต้นรับรายงานมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย
ร่องรอยบ่งชี้ได้ว่ามีความพยายามฆาตกรรม ณ จุดนี้ คือ รอยเลือดไหลเป็นทางยาวคล้ายถูกรถลากไปตามถนน เป็นระยะทางราว 150 เมตร คละเคล้าไปกับหยดน้ำมัน บริเวณใกล้ทางเท้าไม่ห่างจุดแรกมีกองเลือดนองแดงฉาน
ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี จึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่วิทยาการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีส่วนหนึ่งเข้าตรวจสอบ และรวบรวมหลักฐานทั้งพยานวัตถุ-บุคคลอย่างละเอียด อีกชุดรุดยังโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ต.ปากแพรก อ.เมือง เนื่องจากมีรายงานว่า แพทย์กำลังกู้ชีวิตผู้บาดเจ็บสาหัส 2 รายอย่างสุดความสามารถ
ผู้บาดเจ็บรายแรกคือ นายเจฟฟรีย์ มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด เข้าที่หน้าท้อง 1 นัด และขมับซ้าย 1 นัด รวม 2 นัด อีกรายคือ น.ส.อาร์สกอตต์ มีบาดแผลฉกรรจ์จากอาวุธปืนไม่ทราบขนาด เข้าบริเวณหน้าอกซ้าย 1 นัด ลำคอ 1 นัด และต้นแขนซ้าย 1 นัด รวม 3 นัด ซึ่งเพียงไม่นานทั้งสองได้สิ้นใจห่างกันไม่กี่นาที
จากการสอบสวนผู้พบเห็นเหตุการณ์ พอประมวลความว่า ระหว่างชาวต่างชาติทั้งสองเดินเท้าตามถนนได้มีปากเสียงกันตลอด โดย น.ส.อาร์สกอตต์ เป็นฝ่ายซอยเท้าหนี ขณะเดียวกันมีรถเก๋งสีฟ้าไม่ทราบยี่ห้อภายในเป็นชายไทยขับตามไปติดๆ
เพียงชั่วอึดใจ นายเจฟฟรีย์ ตรงเข้าทำร้ายหญิงดังกล่าว เหตุให้คนในรถก้าวลงมาหวังเข้าห้ามปราม แต่กลับไม่เป็นผลมิหนำซ้ำยังถูกลูกหลงไปด้วย จึงย้อนขึ้นรถแล้วขับตามระยะห่างราว 200 เมตร
ชั่วเวลาไม่นานเสียงปืนราว 4-5 นัดกระหึ่มขึ้น กระตุ้นทุกโสตประสาทในละแวก ชายชาวต่างชาติล้มลงกองกับพื้นในทันที น.ส.อาร์สกอตต์ ถึงกับยืนตะลึงโดยไม่อาจคาดเดาชะตากรรมของตนว่า ใกล้ประตูปรโลกด้วยเช่นกัน เพียงอึดใจเก๋งเจ้ากรรมทะยานตรงเข้าชนฝ่ายหญิงจนหน้าคว่ำ พร้อมเกี่ยวร่างเธอติดใต้ท้องรถสีไปกับถนนอย่างน่าอนาถ
แม้ประสบจังหวะที่หญิงสาวหลุดพ้นพันธนาการอำมหิตมาได้ก็หาใช่สิ้นลงเท่านี้ เนื่องจากชายในรถก้าวลงมาด้วยใจเยือกเย็น ตรงยังเธอพร้อมกระหน่ำอาวุธปืนใส่สองนัด ก่อนบึ่งรถหายลับไปท่ามกลางคืนหฤโหดที่เขาคือผู้ก่อ
เมื่อสรุปผลการสืบสวนเจ้าหน้าที่สามารถพุ่งประเด็นไปยังเรื่องชู้สาว โดยฆาตกรโหดรายนี้น่าจะเป็น ด.ต.สมชาย ที่หลังเกิดเหตุพบว่าหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย
เรื่องยังไม่จบลงตรงระบบสืบสวนหาข้อเท็จจริงตามกระบวนกฎหมายว่า จะนำคนร้ายมาลงทัณฑ์ได้หรือไม่..? เพราะมันกลับเป็นการเริ่มต้นของการสร้างทัศนคติในหลายด้าน
อันดับแรก...บัดนี้ภาพความปลอดภัยของเมืองท่องเที่ยวได้สั่นคลอน ถึงขั้นผู้นำประเทศต้องเอ่ยปากให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ควานหาตัวคนผิดมาลงโทษชนิดตามล่าทั้งทางบก น้ำ อากาศ ตรวจสอบจุดผ่านแดนไม่ให้แม้แมลงหวี่เล็ดลอด แถมกำชับให้เร่งฟื้นฟูระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเสียใหม่ ย้ำต้องคุ้มครองอาคันตุกะได้ดีกว่าเดิม
อันดับสอง...ตอกย้ำความเลวร้ายของบุคคลที่ได้ชื่อเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่มักพบความฟอนเฟะอยู่ร่ำไป คำสบประมาทตำรวจมีให้เห็นแทบทุกมุมถนน ทั้งสาเหตุจากถูกเอารัดเอาเปรียบโดยชอบด้วยกฎหมาย และใช้อำนาจขู่กรรโชกทางตรงทางอ้อม
การมีอำนาจถือปืนในมือนั้นหมายความว่า...
สำนึกต้องแน่วแน่...
สัมปชัญญะต้องมั่นคง...
โอบอ้อมอารีต้องไม่พร่อง
แม้ตำรวจจะมีอำนาจสั่งการอาวุธในมือด้วยพลังงาน ซึ่งถ่ายเทส่งตรงจากตราบนอินทรธนู ก็หาใช่คำสั่งเบ็ดเสร็จสู่ชาวบ้านตาดำๆ ในกรณีใดๆก็ได้ไม่ เพราะเขาต้องมีคุณธรรมเพียงพอต่อการยึดถืออาชีพ ปืนจึงต้องอยู่ในที่สมควรอยู่ และลูกกระสุนจะทะยานจากปากกระบอกได้ต่อเมื่อการเหนี่ยวไกโดยชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ดีการนำความชั่วของเดนมนุษย์คนหนึ่ง มาเหมารวมยกเข่งคงเป็นความคิดชนิดใจแคบเกินไป เพราะน้อยที่สุดขอจงไม่ลืมว่าเมืองไทยเป็นสังคมสารพัดสี ไม่ว่าเลือดกลิ่นไหนก็ล้วนมีพวกบูดเน่าปะปนทั้งนั้น ตรงนี้ต้องขึ้นอยู่กับคนส่วนใหญ่ว่า จะหยิบจับประเด็นใดมาวิพากษ์วิจารณ์
เด็กช่างกลตีกันรายวันชาวบ้านก่นด่าสาปแช่ง...กับกลุ่มใฝ่ดีสร้างเทคโนโลยีออกไปแข่งขันบนเวทีโลกได้รับรางวัลทรงเกียรติ กลับไม่มีใครกล่าวถึงมากนัก อย่างดีมีเพียงสารคดีเยาวชนเท่านั้น ที่เฝ้ามองพวกเขาอย่างกระชั้นชิด
เด็กฝ่ายดีมีล้นเหลือฉันใด สถิติตำรวจดีย่อมมีมากเป็นเงาฉันนั้น สิ่งที่กล่าวถึงคือความสอดคล้องระหว่างกันของเปอร์เซ็นต์ตำรวจเลว กับตำรวจที่ตั้งใจทำงานตามคำสัตย์ปฏิญาณจนสิ้นลมหายใจและทุพพลภาพในหน้าที่ ซึ่งฝ่ายหลังสังคมไม่ค่อยจดจำความดีงามเท่าไรนัก อาจเนื่องเพราะมันไม่มีสีสัน ไม่ออกรสชาติเวลาคันปาก ครั้นพอตำรวจชั่วเป็นข่าวทีไร คุยกันเป็นวรรคเวรไม่รู้หน่าย
สิ่งนี้คือพฤติกรรมตามหลักจิตวิทยาเบื้องต้นของการเกิดเป็นมนุษย์ หรือใครจะปฏิเสธ…ฉะนั้นพี่ๆ ตำรวจตั้งใจเพื่อมวลชนต่อไปอย่าได้ท้อ
|