|
ทักษิณ ขอความมั่นใจนโยบาย ราคาน้ำมัน |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
ะะธะฟ 12 2006 ั., 11:16 |
|
หน้า 34 รายงาน
23-84
ผู้นำธุรกิจพบ
"ทักษิณ" ขอความมั่นใจนโยบาย ราคาน้ำมัน
(1)
ในวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมานี้
พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้พบสมาคมภาคธุรกิจในงาน ผู้นำภาคธุรกิจประชุมร่วมกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในโอกาสนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(สอท.) ได้จัดทำรายงานประกอบการหารือกับ
พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร มีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
ภาวะอุตฯ 4 เดือนแรกของปี 2547
การผลิตในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมยังขยายตัวดี ตามการขยายตัวของความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศและต่างประเทศ ในบางอุตสาหกรรมยังได้รับประโยชน์จากการขยายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจากการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้จะขยายตัวในอัตราร้อยละ 10.4 หรือชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2546 ที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 14.8 แต่อัตราขยายตัวดังกล่าวก็ยังสูงกว่าอัตราเฉลี่ยที่ร้อยละ 7.6 ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้อยู่ดี สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 74.2 จากร้อยละ 65.7 ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2546 อุตสาหกรรมที่มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า, รถยนต์เชิงพาณิชย์, เหล็ก, ยางรถยนต์, เส้นใยประดิษฐ์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแผงวงจร กับอุตสาหกรรมยางรถยนต์ มีแนวโน้มที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะขยายตัวดีในครึ่งปีหลังประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ในส่วนของรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ผลิตเพื่อการส่งออก, อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจากผู้ซื้อในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ-สหภาพยุโรป-ญี่ปุ่น ขณะที่จีนมีความต้องการสูงขึ้น และอุตสาหกรรมเส้นใยประดิษฐ์-เหล็ก-เฟอร์นิเจอร์ ความต้องการในตลาดต่างประเทศขยายตัว ส่วนสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับตลาดส่งออกเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้างเช่นกัน ทางด้านอุตสาหกรรมอาหารปรากฏการผลิตในภาคอุตสาหกรรมนี้ลดลง ทั้งจากปัญหาการส่งออกชะลอตัวรวมทั้งปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ที่มีปัญหามากก็คือ อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้งแช่แข็งได้รับผลกระทบจากการสอบสวนการทุ่มตลาด (Ad) จากสหรัฐฯโดยตรง ส่งผลให้การส่งออกกุ้งไปตลาดสหรัฐฯลดลงทันที อย่างไรก็ตามมีหลายอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น เกิดการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้าและใช้มาตรการที่มิใช่ภาษี ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ อาทิ ยางพารา-ฝ้าย-เหล็ก-พลาสติก-ทองแดง-อะลูมิเนียม ต้นทุนจากค่าขนส่งสินค้าและค่าระวางเรือ ต้นทุนทางด้านพลังงาน ทำให้ผู้ประกอบการได้รับกำไรลดลง เนื่องจากสินค้าหลายรายการแม้จะประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้นก็ไม่สามารถปรับราคาจำหน่ายได้ โดยอุตสาหกรรมที่ประสบกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลกได้แก่ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์-สิ่งทอ-เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ในส่วนของสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังประสบปัญหาถูกสินค้านำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีราคาถูกกว่าส่งเข้ามา "ตีตลาด" ในไทยเกิดการลักลอบนำเข้าและมีการสงวนสิทธิ์โดยนำสินค้าจากจีนเข้ามาใช้ยี่ห้อสินค้าไทยเพื่อการส่งออก ดังนั้น ภาคเอกชนจึงต้องการให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นทันที แนวโน้มอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า
เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยยังคงขยายตัว ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยในปี 2547 โดยสหรัฐฯยังคงขยายตัวร้อยละ 5 มูลค่า 14,300 ล้านเหรียญ, สหรัฐฯ+ละติน ขยายตัวร้อยละ 6.6 มูลค่า 15,000 ล้านเหรียญ, ญี่ปุ่นคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 15, อินเดียร้อยละ 55 มูลค่า 961 ล้านเหรียญ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขยายตัวร้อยละ 15 มูลค่า 3,300 ล้านเหรียญ, อิหร่านปรับเป้าขึ้นไปเป็นร้อยละ 16 และอาเซียนปรับเป้าเพิ่มขึ้นไปเป็นร้อยละ 38 จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 25-30 เท่านั้น โดยมีสินค้าที่มีแนวโน้มในการส่งออกสดใส ได้แก่ 1. ยานยนต์ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การผลิตและการจำหน่ายรถยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2547 ยังมีอัตราการขยายตัวต่อเนื่อง รถจักรยานยนต์มีการผลิตและส่งออกเพิ่มขึ้น การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี 2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ในไตรมาสแรกโดยรวมปรับตัวดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2546 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในกลุ่มของเครื่องใช้ไฟฟ้า-เครื่องปรับอากาศ-คอมเพรสเซอร์-เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อาทิ พัดลม-ตู้เย็น-กระติกน้ำร้อน-หม้อหุงข้าว มีดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกลับมีดัชนีผลผลิตลดลง 3. ปิโตรเคมี จากวัฏจักรปิโตรเคมีที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน มีความต้องการเม็ดพลาสติกในปริมาณที่สูงขึ้นมาก ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาปิโตรเคมีปรับตัวสูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การส่งออกปิโตรเคมีขั้นต้นกับขั้นกลางมีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2546 แต่ปิโตรเคมีขั้นปลายยังมีการขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น อาทิ ความต้องการใช้โพลีเอสเตอร์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปี 2546 จากการขยายตัวของการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป-ผ้าผืน-ด้ายไปยังตลาดสหรัฐฯ
4. สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม การส่งออกในไตรมาสแรกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 ในทุกหมวดผลิตภัณฑ์ อาทิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป-ผ้าผืน-ด้าย-เคหะสิ่งทอ-เส้นใยประดิษฐ์ ทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรายงานว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แม้ว่าจะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วยังถือว่าอยู่ใน "สภาวะทรงตัว" โดยมูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปสหรัฐฯลดลงร้อยละ 11 จากการที่สหรัฐฯหันไปนำเข้าสินค้าจากแหล่งผลิตเสื้อผ้าที่มีต้นทุนต่ำในจีน-อินโดนีเซีย และประเทศที่มีข้อตกลงทางการค้าเป็นพิเศษกับสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมนี้คาดว่าไทยจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น หลังจากที่ข้อตกลงผลิตภัณฑ์เส้นใยระหว่างประเทศ (MFA) จะต้องถูกยกเลิกไปวันที่ 1 มกราคม 2548 ซึ่งหมายถึงระบบโควตาส่งออกสิ่งทอที่ถูก "การันตี" ด้วยปริมาณการส่งออกขั้นต่ำจะถูกยกเลิกตามไปด้วย 5. เหล็กและเหล็กกล้า ปริมาณการผลิตในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.57 เป็นผลมาจากความต้องการใช้ในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจก่อสร้าง ประกอบกับเหล็กในตลาดโลกมีราคาปรับตัวสูงขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2546 ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบทั้งเหล็กแผ่น-เหล็กแท่ง-เศษเหล็ก ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ใช้ภายในประเทศเพิ่มปริมาณสต็อกของตนเอง เนื่องจากกลัวว่าเหล็กจะขาดแคลน ในขณะที่การส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าในไตรมาสแรกปีนี้ลดลงร้อยละ 14.5 กับร้อยละ 5.5 ทั้งปริมาณและมูลค่าตามลำดับ
(อ่านต่อฉบับหน้า) |