หน้า 26-27 ที่นี่พญาครุฑ เล่ม 24-106
จุดจบพรรคทางเลือกที่ 3 อวสานเสธ.หนั่น ?
การเลือกตั้งผ่านพ้นไป พรรคการเมืองใหญ่เช่นไทยรักไทยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่หนที่ 2 ด้วยการกวาดที่นั่งทั่วประเทศ ชนะคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์เกือบสามเท่าตัว
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พรรคไทยรักไทยโดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่จารึกไว้บนถนนการเมือง ด้วยการเป็นรัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี ไม่มีขาดแม้แต่วันเดียว ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 6 กุมภาพันธ์ 2548 จึงเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่หนที่ 2
หน้า 26-27 ที่นี่พญาครุฑ เล่ม 24-106
จุดจบพรรคทางเลือกที่ 3
อวสานเสธ.หนั่น ?
การเลือกตั้งผ่านพ้นไป พรรคการเมืองใหญ่เช่นไทยรักไทยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่หนที่ 2 ด้วยการกวาดที่นั่งทั่วประเทศ ชนะคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์เกือบสามเท่าตัว
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พรรคไทยรักไทยโดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่จารึกไว้บนถนนการเมือง ด้วยการเป็นรัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี ไม่มีขาดแม้แต่วันเดียว ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด 6 กุมภาพันธ์ 2548 จึงเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่หนที่ 2
ได้ครองเสียงข้างมาก
มากเกินพอในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
4 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ได้ว่าพรรคไทยรักไทยสร้างผลงานประทับใจประชาชนทั่วประเทศ อยู่ในเกณฑ์ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกกลับเข้ามาอย่างท่วมท้น เกินความคาดหมายของทุกฝ่าย พลิกประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง
เห็นได้ชัดว่า 4 ปีที่ผ่านมาเป็น 4 ปีที่ไทยรักไทยได้ซ่อมประเทศให้กลับคืนสู่สภาพปกติ เพื่อเดินหน้าสร้างต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้า
สี่ปีซ่อม สี่ปีสร้าง จึงเป็นที่ยอมรับของประชาชนไทยไม่เลือกชนบทหรือในเมือง ไม่เลือกกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด
มีเพียงภาคใต้เท่านั้นที่พรรคไทยรักไทยไม่อาจเจาะฐานคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่แข่งหมายเลข 1 ได้ ซ้ำยังสูญเสียที่นั่งใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่คุกรุ่นด้วยปัญหา ซึ่งก็คือปัญหาที่พรรคไทยรักไทยต้องนำไปขบคิด เพื่อแก้ไขพลิกสถานการณ์และฟื้นศรัทธาในอนาคต
ตลอด 4 ปีที่ไทยรักไทยทำงานภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรค ทุกส่วนของสังคมต่างประจักษ์แล้วว่าไม่เคยมีรัฐบาลใดในอดีตสร้างผลงานจนประชาชนยอมรับเช่นนี้
การยอมรับของประชาชนเกิดจากผลงานที่สัมผัส จับต้องได้ ด้วยนโยบายเอื้ออาทรที่ขยันคิดขยันทำออกมาเอื้อประโยชน์แก่ปวงชนไม่ขาดสาย กลายเป็นนโยบายที่ฝ่ายตรงข้ามเรียก ประชานิยม
ประชานิยมเพราะเขาชอบใจ พอใจ ประทับใจ ในความเอื้ออาทรที่ไม่เคยได้รับจากรัฐบาลใดในอดีต
มีเพียงบางช่วงที่ภาพลักษณ์ของพรรคไทยรักไทยฉายแววว่าอาจทำให้ศรัทธาประชาชนอลเวงรวนเรที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นอาการขาลง
แต่ถึงแม้จะให้คะแนนในลักษณะขาลง ก็ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะพ่ายแพ้แก่พรรคคู่แข่ง
ขาลงก็ยังคงชนะคู่แข่งอยู่วันยันค่ำ
ขาลงของไทยรักไทย จึงมิใช่การลงชนิดพลิกคว่ำคะมำหงาย หากแต่เป็นเพียงบางช่วงที่เกิดศรัทธารวนเร ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆแคบๆ เมื่อเปรียบเทียบกับศรัทธาของมหาชนที่มอบให้
ในช่วงที่เรียกว่าขาลงของพรรคไทยรักไทยนั่นเอง ได้เกิดการตื่นตัวของพรรคการเมืองทางเลือกที่ 3 อันเกิดจากความพยายามของคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มของ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตแกนนำคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ผู้ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาโทษ 5 ปีให้ห่างไกลตำแหน่งทางการเมือง ฐานทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช.
หลายฝ่ายคิดว่า เสธ.หนั่น คงปิดฉากการเมืองของเขาลงเพียงเท่านั้น คงลืมไปว่าถ้ายังมีลมหายใจก็ยากจะให้นักการเมืองจบชีวิตการเมืองของเขาลงง่ายๆ ถ้ายังพอมีทางเลือก
พรรคทางเลือกใหม่หรือทางเลือกที่ 3 ดูเหมือนจะออกจากปากของเสธ.หนั่น เป็นคนแรกและบ่อยกว่าคนอื่นๆที่คิดถึงเรื่องนี้ ทั้งที่ผู้สันทัดกรณีทางการเมืองต่างมองสวนทางว่า
พรรคทางเลือกที่ 3 ที่ว่านั้นเป็นเพียงทางเลือกของพวกไม่มีทางเลือก
หาใช่ทางเลือกใหม่ที่สดใสและมีอนาคตดีกว่าพรรคเดิมๆที่มีอยู่ โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทยที่กลายเป็นขวัญใจประชาชนไปแล้วในขณะนั้น
การพูดถึงพรรคทางเลือกที่สาม ไม่ว่าจะออกจากปากใครจึงเป็นเพียงคำพูดของพวกไม่มีทางเลือก หรือสิ้นคิดทางการเมือง
แม้พญาครุฑเองก็เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหน้า 3 ฉบับ 16 มิถุนายน 2547 (ดูภาพถ่ายขวามือ)
สำหรับการผละทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตั้งพรรคใหม่ชื่อ มหาชน (พมช.) ของพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อาจไม่มีคนคิดปรามาสว่าเป็นพรรคทางเลือกของคนสิ้นคิด
แต่สายตาคนส่วนใหญ่ก็มองพรรคมหาชนในมติเดียวกัน คือต้องการร่วมรัฐบาลกับพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป (6 ก.พ.48)
เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่เสธ.หนั่นหนุนหลังนายบัญญัติ บรรทัดฐานเข้าช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ลองย้อนอดีตไปครั้งเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเก่าแก่พรรคนี้ที่นายบัญญัติได้มานั่งบนเก้าอี้เบอร์ 1 หากปราศจากแรงหนุนจากกลุ่มบ้านสนามบินน้ำภายใต้การนำของ พล.ต.สนั่น มีหรือ บัญญัติ จะได้สมหวังกับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในเมื่อนายชวน หลีกภัย หนุนสุดตัวให้ อภิสิทธิ์ ขึ้นเป็นหัวหน้า
ชวน หนุน อภิสิทธิ์ ไม่มีปัญหา เอาหรือไม่เอาไทยรักไทย เพราะอย่างไร ชวนหลีกภัยและอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ไม่มีทางร่วมหอลงโลงกับทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยอยู่แล้ว
แต่บัญญัติ ไม่แน่ อาจโอนเอนได้เพราะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ถ้าเวลาและโอกาสอำนวย
มิใช่เพราะคิดว่า บัญญัติ มีความยืดหยุ่นกว่า อภิสิทธิ์ ดอกหรือ จึงทำให้เสธ.หนั่น เลือกดันหลัง บัญญัติ จนชนะ อภิสิทธิ์ ในที่สุด
แต่ในที่สุด เสธ.หนั่นก็ผละทิ้งบัญญัติและพรรคประชาธิปัตย์ออกไปตั้งพรรคใหม่ ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า
เพราะ พล.ต.สนั่น ไม่สามารถสั่งบัญญัติให้ซ้ายหันขวาหันใช่หรือไม่ จึงทิ้งบัญญัติและพรรคประชาธิปัตย์ได้ลงคอ
หรือเพราะ พล.ต.สนั่น คิดว่าถ้าตั้งพรรคใหม่ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ที่อยู่ในโอวาทชนิดสั่งได้ คงดำเนินนโยบายการเมืองได้ดังตั้งใจหวัง
ใครจะเชื่อว่าการออกมาตั้งพรรคมหาชน โดยที่เสธ.หนั่นไม่ได้หวังจะร่วมรัฐบาลกับพรรคไทยรักไทยในอนาคต
จากนายบัญญัติ บรรทัดฐานถึงนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ใครจะคิดว่าคนทั้ง 2 จะดำเนินนโยบายอิสระสวนทางกับความหวังของเสธ.หนั่นและดับฝันไปในที่สุด เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งล่าผ่านไป
เมื่อพรรคไทยรักไทยกวาดเกือบเรียบทั้งประเทศ
ในขณะที่พรรคมหาชนเกือบไม่ได้แม้แต่คนเดียว
คิดในแง่บาปบุญคุณโทษ หรือนี่คือบาปสนองที่เสธ.หนั่นทอดทิ้งบัญญัติทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ไปในช่วงที่พรรคกำลังประสบปัญหาขาลง
เสมือนซ้ำเติมให้พรรคตกต่ำดำดิ่งสู่ห้วงเหวแห่งความพ่ายแพ้ย่ำแย่หนักหนาสาหัสลงไปอีกหลายเท่า
ทั้งที่ในภาวะพรรคตกต่ำเช่นนั้นมวลหมู่สมาชิกทุกระดับควรอย่างยิ่งที่จะสมานไมตรีเพื่อกอบกู้ให้คืนสู่สภาพปกติไม่ว่าจะหนักเหนื่อยและเนิ่นนานเพียงใด เสธ.หนั่นกลับปฏิบัติต่อประชาธิปัตย์และบัญญัติไม่ต่างจากถีบหัวขึ้นฝั่ง แล้ววันนี้ตัวเองต้องมาลงเอยแบบต่ำสุด แม้แต่ลูกชายก็ไม่ได้รับเลือกตั้งจากจังหวัดที่หลายคนให้เครดิตว่าเป็นเขตอิทธิพลของผู้เป็นพ่อ
เสธ.หนั่นวันนี้ จึงเป็นวันที่ต้องตระหนักและทบทวนเส้นทางการเมืองของตน
และทบทวนบทบาทของคนรอบข้างได้แก่ลิ่วล้อบริวารที่ห้อมล้อม
บทแรกแห่งการทบทวน คงไม่ต้องใช้สติปัญญาชั้นสูง เสธ.หนั่นก็คงซาบซึ้งอยู่แล้วเป็นอย่างดีว่า
ราคาค่างวดของตนนั้นเป็นที่สนใจของตลาดการเมืองหรือไม่ ?
ดูได้จากการเชิด เอนก ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค
ไม่เช่นนั้น เสธ.หนั่นคงรับตำแหน่งหัวหน้าเสียเองแล้วให้นายวัฒนา อัศวเหม เป็นเลขาธิการพรรคมหาชน
คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สนใจการเมืองต่างเข้าใจตรงกันว่าอะไรเป็นอะไร ทำไม สนั่น วัฒนา ไม่ออกหน้า แม้จะมีข้ออ้างว่าเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทำงานการเมือง ก็ยากจะมีใครคล้อยตามในเมื่อความจริงเป็นคนละเรื่องกับคำพูด
เหลือสิ่งที่เสธ.หนั่นต้องทบทวนคือบริวารที่ชิดใกล้ ตรวจสอบดูให้ดีว่าทั้งหลายล้วนปรัชญา เมธีชน หรือชนชั้นกเฬวรากทางการเมือง
รายงานที่ได้รับจึงเป็นไปในด้านบวก
บวกจนทำให้เสธ.หนั่นหลงใหลได้ปลื้มไปกับตัวเลขเรือนร้อยที่พรรคมหาชนจะได้เข้าไปนั่งในสภาฯ
ทั้งที่ในความเป็นจริง อาจได้คนไร้คุณภาพ ประจบสอพลอคอยป้อนข้อมูลเท็จเอาใจนาย จึงกลายมาเป็นผลลบที่ห่างไกลความเป็นจริง ซึ่งเกือบไม่ได้แม้แต่เสียงเดียว
ยกตัวอย่างคนใกล้ตัวอย่าง ไอ้นิวัต ที่ทำตัวยิ่งใหญ่ตามนาย ด้วยอหังการคิดว่าตนคือเสธ.หนั่นสอง
จองหองสามหาว เรียกขานใครไม่เคยมีหางเสียง ว่าไง ?, มาเมื่อไหร่ ?, อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ?, จะเอายังไง ?,
คำพูดลักษณะนี้ ไอ้นิวัต จะใช้กับพวกกระจอกงอกง่อย นักการเมืองต่างจังหวัดโดยเฉพาะพวกอีสาน ที่มีอาการไม่ค่อยมั่นใจเมื่อได้เหยียบย่างเข้าสู่บ้านสนามบินน้ำ เกือบทั้งร้อยจะถูกตะคอกด้วยถ้อยคำระคายหูจากเลขาฯผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ไอ้นิวัต
การเกิดและดับของพรรคมหาชนดูจะรวดเร็วเกินไป สำหรับผู้คนที่คิดว่าบารมีเสธ.หนั่นยังยิ่งใหญ่คับฟ้า
ทว่า
วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าภาพลวงตากับความเป็นจริงนั้นแตกต่างกันชนิดผืนฟ้ากับห้วงเหว
นี่ไม่ใช่การเหยียบย่ำซ้ำเติม เห็นคนล้มแล้วข้าม แต่เป็นความปรารถนาดี อย่างน้อยก็ยังเห็นตามที่หลายคนได้เคยสัมผัสและได้รู้มาว่า เสธ.หนั่นคนนี้เป็นคนคบได้ มีน้ำใจต่อมิตรสหาย
จึงอยากสะกิดเตือนให้ตระหนักในบาทก้าวหากคิดจะเหยียบย่างต่อไปบนถนนการเมือง จะด้วยตัวเองหรือส่งไม้ให้ทายาทรับช่วงต่อก็ตาม
ความยิ่งใหญ่มากด้วยบารมีได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว หากยังมีเหลือพอเป็นพลังก็จงยับยั้งหยุดคิดเพื่อมอบหมายภารกิจสู่รุ่นลูกให้ก้าวเดินได้ตามปัจจัยที่เป็นจริง
หาไม่แล้ว จะหาความสุขสงบใจได้ยากในยามไม้ใกล้ฝั่งเช่นนี้
|