หน้า 50 หมาเฝ้าบ้าน 2-6
กระสันทางการเมือง
ประเด็นหรือเหตุผลของการประกาศ ยุบสภาฯ ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานเพียงไม่กี่ข้อ ซึ่งจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ขึ้นกับการปั่นกระแสการเมืองว่า ทำได้รุนแรงแค่ไหน ???
ตามปกติ...ถ้าเกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล
การไม่ลงรอยภายในพรรคการเมืองเดียวกัน
การปรับออกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล แล้วไม่สามารถหาพรรคการเมืองอื่นมาทดแทนได้
สัญญาณการเมืองบ่งบอก โดยเฉพาะการไม่ผ่านร่างกฎหมาย
รัฐบาลเกิดความขัดแย้งกับกองทัพ ฯลฯ
นั่นแสดงถึงฐานการเมืองเริ่มสั่นคลอน และดูเหมือนจะเป็นสาเหตุสำคัญของการประกาศ ยุบสภาฯ แทบทุกครั้ง !!!
กรณีที่ฝืนและพยายามพยุงสถานการณ์ไว้ ทั้งหมดก็จะส่งผลลบต่อสถานภาพและคะแนนเสียง ที่สำคัญทำให้บริหารจัดการพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเดียวกัน เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ผลเสียต่อมาก็คือการบริหารราชการแผ่นดิน...ไม่ราบรื่น
ไม่ว่าจะมาจากเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าเกิดการ ยุบสภาฯ ขึ้นมาจริงๆ !!!
สิ่งหนึ่งที่มักถูกหยิบยกมาอ้างอิงและเป็นทางออก โดยฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ที่ประกาศ ยุบสภาฯ มักชงประเด็นเพื่อคืนอำนาจในการตัดสินใจ...คืนประชาธิปไตยกลับสู่ประชาชน โดยอาศัยกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปเป็นผู้ชี้ขาด
เมื่อนำมาพิจารณาจากข้อครหา ขาลง !!!
ซึ่งดูเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์จะคุ้นเคย และมีพฤติกรรมตอกย้ำซ้ำเติม เพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม โดยจุดเปลี่ยนทั้งหมดคงอยู่กับการตั้งกระทู้ การยื่นญัตติด่วน การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะเดียวกันภาพในอดีตของการเมืองไทย...ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน
การเมืองวันนี้ จึงไม่อาจชี้นำสถานการณ์ในวันพรุ่งนี้ได้
แม้พรรคไทยรักไทยจะกุมฐานเสียงอยู่ 296 เสียง ซึ่งเกินเสียงกึ่งหนึ่ง 46 เสียง และเมื่อรวมกับ 39 เสียงของพรรคชาติไทย รัฐบาลจะกุมเสียงในสภาฯมากกว่ากึ่งหนึ่งถึง 85 เสียง
ถ้ารวมพรรคชาติพัฒนา อีก 30 เสียงที่เอนเอียงเข้าข้างรัฐบาล ทั้งๆที่ควรทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน
ก็มั่นใจได้เลยว่า รัฐบาลภายใต้การนำทีมโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร นายกฯ ยากต่อการโค่นล้มจากฝ่ายตรงข้าม !!!
ภาพรวมของรัฐบาลที่แข็งแกร่ง ผนวกกับเหตุการณ์ในบ้านนี้เมืองนี้ แทบไม่มีเหตุผลอะไร ที่รัฐบาลจะแสดงความจำนง ถึงกับประกาศ ยุบสภาฯ
แต่เมื่อย้อนไปพิจารณาภาพรวมของพรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันมีอยู่ 130 เสียง
อาจทำให้เห็นมิติที่แตกต่างไปจากเดิม ฐานเสียงค่อนข้างน้อยของฝ่ายค้าน เกิดเป็นนัยสำคัญของการเลือกตั้งทั่วไปปี 2548 และเป็นปัจจัยสำคัญมารุนและรุมเร้า ให้บุคคลการเมืองที่มีภาวะผู้นำสูง อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ ต้องขบคิด
เพราะใกล้วิกฤติในช่วงโค้งสุดท้ายของการนับเวลาถอยหลัง กอปรกับเดือนนี้จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ตามวาระเกิดขึ้น โดยหัวข้อการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาจากเงื่อนไขหรือปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, ประเด็นไข้หวัดนก, พ.ร.บ.ครู, พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ, การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ, ข้อสอบ
เอนทรานซ์รั่ว ฯลฯ
จึงพอสรุปได้ว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และ นายวิษณุ เครืองาม คือ เป้าหมายในระดับรองนายกฯ ส่วน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.เกษตรฯ, นายเนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรฯ, น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รมว.พลังงาน และนายอดิศัย โพธารามิก รมว.ศึกษาธิการ เป็นกลุ่มเป้าหมายในระดับรัฐมนตรี
ถึงแม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไม่สามารถทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลได้ เนื่องเพราะรัฐบาลมีฐานเสียง ส.ส. สนับสนุนแบบเบ็ดเสร็จ แต่ที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์สามารถทำได้ในขณะนี้ คือ พยายามทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจในรัฐบาลให้มากที่สุด ทั้งหมดอาจจะเป็นเหตุและผลของการประกาศ ยุบสภาฯ ในอนาคตก็เป็นได้
อย่าไปยึดมั่นกับ...ไทยรักไทย หัวใจคือประชาชน หรือถือมั่นกับคำพูดของ นายกฯ ในประโยคที่ว่า...
สิ่งที่เราจะทำ 5 ปีข้างหน้า ผมอยู่อีก 1 สมัย ผมอยู่อีก 1 สมัย 5 ปีเต็มไม่มียุบสภาฯเช่นกัน
แล้วผมก็จะให้ผู้บริหารของเราที่ฟิต ฟิต เป็นคนดีและรักประชาชน เข้ามารับช่วงต่อจากผม...ไม่ใช่ประชาธิปัตย์แน่นอน ก็ผมพูดเมื่อปีที่แล้ว เป็นข่าวดังไปเลย ที่ผมบอกว่าประชาธิปัตย์ต้องรอ 20 ปี ถึงวันนี้ที่แพ้ที่สงขลา ยังยืนยันว่าต้องรอ 20 ปีเช่นเดิม
เพราะการ ยุบสภาฯ ขึ้นอยู่กับกระสันทางการเมือง และความทะยานอยากกลับมาอยู่ในฐานะผู้นำรัฐบาลเท่านั้น
ไม่มีใคร ยุบสภาฯ เพื่อแพ้การเลือกตั้ง ดังนั้นถ้ายุบเพื่อชนะวันข้างหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้มีวิสัยทัศน์ อย่างนายกฯทักษิณ (และคณะ) |