หน้า 32 ศิลปวัฒนธรรม เล่ม 23-94
<
ตำนานดอกไม้เพลิง วัฒนธรรมโบราณ
ทางพุทธศาสนาสมัยพุทธกาล
นับเนื่องแต่โบราณกาลมาแล้ว ในเทศกาลประเพณี วัฒนธรรมสำคัญๆ
ของประชาชนชาวไทย ในยุคสมัยที่ผ่านๆมา นับร้อยพันปี มีวัฒนธรรมสืบสานต่อๆกันมา
อันเป็นต้องประสานเกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี
ที่บรรพชนรุ่นปู่ย่าตายาย ได้ยึดถือกันมาช้านาน
ด้วยเหตุนี้ ควรแก่การยึดมั่น อนุรักษ์รักษา บันทึกเป็นสารจารึก
ที่อ่านเล่าขานกันมา เล่าเป็นเรื่องเป็นราวให้ปรากฏ
อย่างน้อยอนุชนรุ่นหลังจะได้ยึดเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่มาที่ไป
ในการศึกษาค้นคว้า เป็นบทเรียนที่สามารถนำมา
ประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
ในเทศกาลประเพณี วัฒนธรรมของสังคมไทย
ที่สำคัญสุดมีการจัดงานเทศกาลรื่นเริง ประเพณี อันเก่าแก่ทางศาสนา
ตามรอยพุทธศาสนา เป็นสิ่งเชื่อถือ เคารพบูชา โน้มน้าว อารมณ์จิตใจ
ให้นึกถึงความดี มีคุณธรรม มีใจสงบสุข เอื้อเฟื้อ
เผื่อแผ่ เมตตาต่อผู้ร่วมโลกด้วยกัน
นับว่าเป็นความน่าภูมิใจในสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในประเพณี
วัฒนธรรมไทย ท่านผู้อ่านเคยได้เห็น เวลาหน้างานประเพณี
สำคัญๆหรือเทศกาลงานรื่นเริงสำคัญตั้งแต่โบร่ำโบราณมาแล้ว
ไม่ว่างานไหนงานนั้น จะมีการจุดพลุ จุดดอกไม้ไฟ
ดอกไม้เพลิง ไฟพะเนียง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหรือ
สร้างความตื่นตาตื่นใจ กับบรรยากาศแห่งความบันเทิง
มีใครจะทราบบ้างไหมว่าต้นกำเนิดแห่งการทำดอกไม้เพลิง ดอกไม้ไฟ
พลุต่างๆมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ศิลปวัฒนธรรมของผู้เขียนขอรื้อประวัติ ที่มาของดอกไม้เพลิง
เพื่อผู้อ่านจะได้ทราบเรื่องราวเก่าแก่ ที่หาอ่าน
ได้ยากเข้าทุกที
ดอกไม้เพลิง หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ดอกไม้ไฟ
จุดได้ทั้งกลางวันกลางคืนส่วนมากมักจะจุดในเวลา
กลางคืน เพราะต้องการดูพะเนียงไฟสีสันต่างๆ ซึ่งมีสีเขียว แดง ฟ้า
ชมพู ฯลฯ พวกช่างจะประดิษฐ์เป็นชนิดๆ เช่น พลุ
ไฟ บ้องไฟ ตะไล ฯลฯ
แต่ขบวนการดอกไม้ไฟด้วยกันแล้ว ประเภทพลุไฟ น่าดูมากกว่าใครเพื่อน
การจุดก็ใช้ท่อโลหะหนาๆ เพื่อเป็น
การอัดอากาศดีดให้พลุขึ้นไปแตกกระจาย
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวในท้องฟ้า แล้วพะเนียงไฟของพลุนั้นๆ ก็แตกเป็นรูป
ต่างๆ ดังท่านทั้งหลายคงเคยเห็นกันมาบ่อยครั้งตามหน้างานเทศกาล
ประเพณีสำคัญต่างๆ ทั่วๆไป
ส่วนตะไลนั้น
เขาใช้ไม้กระบอกไม้ไผ่หรือกระบอกไม้รอกก็ได้เพื่อบรรจุดินปืนแล้วใช้ไม้ไผ่ผ่าแบนๆ
โค้ง
รอบหัวท้ายของกระบอกนั้นให้เป็นวงกลม
โดยใช้ไม้กระบอกนั้นอยู่กึ่งกลางของวงกลม ลักษณะดังกล่าวนี้คล้ายๆ กับ
พวงมาลัย
..
จะให้ตะไลใหญ่หรือเล็กนั้นแล้วแต่ความต้องการของเจ้าของ
การจุดก็ต้องมีพะองไม้พาดไว้สูง เมื่อ
จุดแล้วตะไลจะถีบตัวด้วยอำนาจของดินปืนในกระบอกนั้นหมุนติ้วขึ้นไปในอากาศ
พร้อมกับส่งเสียงคล้ายๆกับเสียง
เครื่องยนต์
ดอกไม้เพลิง การประดิษฐ์ทำเป็นพุ่มๆโดยใช้ไม้ไผ่ลำสูงๆ แต่ละพุ่มก็มีแขนงไม้เล็กๆ
เป็นซี่ๆบรรจุดินปืนเมื่อ
จุดไฟแล้ว พุ่มไม้เหล่านั้นก็จะสลายแตกออกมา
คล้ายๆกับดอกไม้บานเป็นไฟสีต่างๆ
ในตำนานดอกไม้เพลิง หลักฐานยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่า เกิดขึ้นครั้งรัชกาลใดแน่
แต่เมื่อครั้งพุทธกาลดอกไม้
เพลิงเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงกระทำปาฏิหาริย์มีพระรัศมีออกจากพระวรกายอย่างรุ่งโรจน์สว่าง
ไสว
พวกดิรถีย์นิครนถ์เห็นเช่นนั้นก็คิดแข่งรัศมีพระพุทธองค์ขึ้นบ้าง
จึงได้คิดกระทำดอกไม้เพลิงเหล่านี้ขึ้นแทน แต่ก็
หาสู้ได้ไม่ การที่พวกดิรถีย์คิดดอกไม้เพลิงขึ้นมานี้
พระพุทธเจ้าก็ยังทรงชมเชยว่า ดอกไม้เพลิงชนิดนี้ สมควรจะมีและ
จุดขึ้นเป็น พุทธบูชา
และครั้งนั้นชนชาวพื้นเมืองทั้งหลายในเมื่อได้ทรงสดับรับฟังเช่นนั้น
ก็พากันปลาบปลื้ม ต่าง
จุดประทีบโคมไฟ ดอกไม้ไฟ พลุไฟ แพไฟ ลอยกระทง ฯลฯ
บูชาพระรัตนตรัยโดยดัดแปลงกันมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน
ในพระปฐมโพธิ์
ได้เล่าเรื่องถึงดอกไม้เพลิงในสมัยครั้งพุทธกาลนั้นไว้ดังนี้
ณ
สมัยครั้งหนึ่ง
สมเด็จพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในเวฬุวันมหาวิหารครั้งนั้นเศรษฐีในเมืองราชคฤหได้ซึ่งไม้
แก่นจันทน์อันหนึ่ง จึงให้ช่างกลึงขึ้นเป็นบาตร
แล้วจึงแขวนไว้ในที่แห่งหนึ่งสูงประมาณ 15 วา เพื่อประสงค์จะใคร่
ทราบว่าในเวลานี้พระอรหันต์จะมีจริงดุจคำดิรถีย์อวดอ้างหรือไม่
แล้วจึงให้คนใช้ไปเที่ยวประกาศว่า ถ้าท่านผู้ใดเป็น
พระอรหันต์และเหาะมาได้โดยทางอากาศ
จงเอาบาตรแก่นจันทน์ที่เราแขวนไว้นี้ไปเถิด เรายอมให้สิทธิ์แล้ว
ในครั้งนั้นพวกดิรถีย์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่อยู่ 6 คน และมีปุรณกัสสป
เป็นต้น เมื่อได้ทราบประกาศ
ของเศรษฐีฉะนั้นแล้วก็มีความอยากได้ซึ่งบาตรแก่นจันทน์
จึงไปวิงวอนขอบาตรกับท่านเศรษฐี เศรษฐีจึงตอบว่าซึ่งเรา
จะให้ท่านนั้นไม่ได้ ถ้าท่านผู้ใดเป็นพระอรหันต์จริงแล้ว
จงเอาบาตรนี้ไปเถิด ตัวของเรากับบุตรภรรยาจะเอาพระ
อรหันต์ผู้นั้น เป็นที่พึ่งไปจนตราบเท่าสิ้นชีวิต
ครั้นถึงวันเป็นที่เคารพ 6 ดิรณีย์ซึ่งชื่อว่า นิคันถนาฏบุตร
จึงใช้ให้ศิษย์ไปวิงวอนขอบาตรกับท่านเศรษฐี
เศรษฐีก็พูดยื่นคำอยู่ดังที่ประกาศไว้ ครั้นภายหลังตัว
นิคันถนาฏบุตรไปเอง ก่อนที่จะไปได้นัดกับศิษย์ไว้ว่า ถ้าท่านเห็น
เราทำท่ายกมือและเท้าขึ้นจะเหาะแล้วท่านจงยึดมือและเท้าเราไว้แล้วจึงพูดเป็นอุบายว่า
โน้นพระอาจารย์จึงมาสำแดง
พระอรหันต์ ซึ่งเป็นการปกปิดให้แก่ชนเหล่านี้เห็น
ด้วยประโยชน์มาตรแก่นจันทน์นี้ดูหาสมควรไม่ เมื่อสัญญากับศิษย์
ตกลงแล้ว จึงไปวิงวอนกับท่านเศรษฐีๆ ก็มิได้ยินยอมยกให้
เมื่อนิคันถนาฏบุตรเห็นว่าเศรษฐีนั้นไม่ให้บาตรเป็นแน่แล้ว
จึงทำท่ายกมือแลเท้าขึ้นจะเหาะ
ศิษย์ทั้งหลายเมื่อได้เห็นอาจารย์กระทำท่าดังกล่าว
ก็ตรงเข้ายึดมือและเท้าและว่ากล่าว
ตัดพ้อดังที่สัญญากันไว้นั่น
นิคันถนาฏบุตรจึงพูดกับเศรษฐีว่า เราจะเหาะขึ้นไปเอาบาตร
แต่พวกศิษย์เขาไม่ยอมให้เราเหาะ เป็นการขัด
ข้องอยู่ดังนี้
ขอท่านจงให้บาตรแก่เราเถิดเศรษฐีก็ยังยืนยันคำอยู่ดังที่กล่าวไว้แต่ก่อนนั้น
แต่พวกดิรถีย์ตั้งความเพียรด้วย
อุบายต่างๆ เศรษฐีก็หายอมให้บาตรไม่จนล่วงเข้าไปถึงวันที่เคารพ 7
นับตั้งแต่เศรษฐีเอาบาตขึ้นไปแขวนไว้นั้นมา
ในวันพระโมคคัลลานะกับพระบิณโฑลภาระที่วาชะเถระเข้าไปบิณฑบาตรในเมืองราชคฤห
และไปหยุดยืนอยู่บนแผ่น
ศิลาใหญ่แผ่นหนึ่ง ได้ยินพวกนักเลงเดินพูดกันมาว่าท่านดิรถีย์ทั้ง
6 คน เป็นอาจารย์ใหญ่ล้วนอวดอ้างว่าตัวเป็นพระ
อรหันต์บาตรแก่นจันทน์ที่ท่านเศรษฐีแขวนไว้ได้ถึง 7 วัน
เข้าวันนี้แล้ว ก็หาเห็นว่าพระอรหันต์องค์ใดเหาะมาเอา
บาตรไม่ได้
เราทั้งเข้าใจในเวลาวันนี้เป็นแน่ว่าพระอรหันต์ในโลกนี้ไม่มีแน่
(อ่านต่อฉบับหน้า)
|