|
คุณธรรมของชาวพุทธ ในยุคข่าวสารข้อมูล 23-93 |
|
|
|
|
Written by Administrator
|
|
ะกัั 02 2005 ั., 20:55 |
หน้า 24 เปิดกรุพระดี เล่ม 23-93
คุณธรรมของชาวพุทธ ในยุคข่าวสารข้อมูล
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์ก็เพื่อจะใช้ในการทำงานประกาศพระศาสนา ยุคพุทธกาลนั้นคนกำลังยกย่องสรรเสริญนับถือการมีฤทธิ์เป็นอย่างมาก ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีฤทธิ์ การประกาศศาสนาก็มีอุปสรรค พระพุทธเจ้าต้องเจอกับพวกมีฤทธิ์แล้วเขาก็จะต้องอวดเก่ง หรือว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ยอมฟังพระองค์จนกว่าจะเห็นว่าพระพุทธเจ้ามีฤทธิ์อย่างเขาหรือเก่งกว่าเขา พระพุทธเจ้าจึงต้องมีฤทธิ์ในฐานะที่เป็นพระศาสดา จนตั้งพระศาสนาให้สำเร็จ เลยต้องเอาฤทธิ์ไปปราบฤทธิ์ก่อน เราจะเห็นได้ว่าเรื่องในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าใช้ฤทธิ์ไปปราบฤทธิ์ทั้งนั้น พอปราบฤทธิ์จบแล้วให้อนุศาสนีปาฏิหาริย์ สำหรับพระพุทธเจ้าพระองค์ต้องมีฤทธิ์ทั้ง 3 อย่าง มีทั้งอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์และอนุศาสนีปาฏิหาริย์ แต่จบด้วยอนุศาสนีปาฏิหาริย์ 2 อย่างแรกเพื่อใช้กำราบเขา เพราะว่าพวกนั้นจะถือตัวว่ามีฤทธิ์ ถ้าหากไม่มีฤทธิ์อย่างเขาแล้วเขาไม่ฟังเลย ยกตัวอย่างเช่นชฎิล 3 พี่น้อง พระพุทธเจ้าจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในแคว้นมคธ ในเมืองราชคฤห์ คนในเมืองราชคฤห์นี้เชื่อถือนับถือชฎิล 3 พี่น้องมาก ถ้าพระพุทธเจ้าเข้าเมืองราชคฤห์ โดยไม่ได้ไปสั่งสอนชฎิลให้ยอมเสียก่อน พวกชาวเมืองราชคฤห์ก็จะไม่ยอมฟังพระองค์ พระพุทธเจ้าก็เลยคิดว่าจะต้องไปสอนชฎิลซะก่อน แทนที่จะเข้าเมืองราชคฤห์ พระองค์จึงตรงไปยังสำนักของชฎิล 3 พี่น้อง โดยเข้าไปสำนักชฎิลผู้เป็นพี่ก่อน คืออุรุเวลากัสสปะ
พอเห็นพระพุทธเจ้าเข้าไป ชฎิลก็ทดสอบความสามารถด้านฤทธิ์เพราะเขาเน้นเรื่องฤทธิ์นี่ เขาถือฤทธิ์เป็นสำคัญ เขาก็มองว่าพระพุทธเจ้านั้นจะไม่มีฤทธิ์อย่างเขา แล้วก็ทดสอบว่าจะผ่านไหม พระพุทธเจ้าก็ผ่านหมด จนกระทั่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์นี่เก่งกว่าเขา พอเก่งกว่าเขาเขาก็ยอมรับ พระองค์จึงสอนธรรมะ ใช้อนุศาสนีปาฏิหาริย์ปิดท้าย พวกชฎิลก็ได้เห็นสัจธรรมความจริงเกิดปัญญากับตัวเองก็เลยเลิกเรื่องอิทธิฯ กันเลย เลิกกันก็จบ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเพียงแต่เอาฤทธิ์มาปราบฤทธิ์เท่านั้นเอง ปราบเสร็จพระองค์ก็หยุด ต่อจากนั้นพระองค์ก็ใช้แต่อนุศาสนีปาฏิหาริย์ให้เขาเกิดปัญญาให้เขาได้เอง เพราะว่าถ้าขืนไปแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อยู่ ตัวผู้แสดงเท่านั้นได้ตัวโยมก็คอยตามเรื่อยไป โยมก็จะไปหวังผลในเรื่องทางโลกบางทีก็เพื่อสนองความต้องการเรื่องลาภยศ เป็นเรื่องของโลภะ (ความโลภ) ไม่ใช่เป็นการก้าวในทางธรรมที่แท้จริง
ในการที่จะก้าวไปตามทางแห่งธรรมะที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องของอนุศาสนีปาฏิหาริย์ อันนี้ก็ตอบในเรื่องปาฏิหาริย์ 3 ตกลงว่า พุทธศาสนานั้นยกย่องอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ที่ทำให้ผู้ฟังได้สิ่งที่เป็นของตัวเองคือปัญญา รู้ความจริง แล้วก็เป็นอิสระไป
(อ่านต่อฉบับหน้า) |
|
Last Updated ( ะกัั 02 2005 ั., 20:57 )
|