หน้า 8 คิดไทย เขียนไทย เล่ม 23-93
การเมืองเพื่อแผ่นดิน
ผมเป็นคนสนใจการเมือง พอสนใจมากเข้าก็เกิดความทะยานอยาก อยากจะเป็นนักการเมือง เมื่อความอยากมาถึงจุดของมัน ผมก็เล่นการเมือง แรกทีเดียวก็เล่นการเมืองท้องถิ่นระดับเทศบาล เมื่อประมาณ 30 ปีก่อนตั้งตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มการเมือง นำสมัครพรรคพวกลงสมัครรับเลือกตั้งกำหนดแนวนโยบายการบริหารท้องถิ่นเป็นสามวงกลม มีขั้นตอนการพัฒนาโดยการกระจายความสำคัญของพื้นที่ต่างกันไปตามลำดับ
กลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่เป็นคู่แข่งของผม มีหัวหน้าคณะเป็นเสี่ยใหญ่ส่วนลูกทีมก็จะเป็นผู้คนที่มีหน้ามีตาในสังคม ทีมของเสี่ยใหญ่เคยแพ้เลือกตั้งมาครั้งหนึ่งแล้ว ส่วนกลุ่มของผมเป็นคนรุ่นหนุ่มทั้งสิ้น ผมคนเป็นหัวหน้าทีมตอนนั้นอายุแค่ 28 ปี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าทีมอาเสี่ยชนะแบบถล่มทลายซึ่งเบื้องหลังชัยชนะนั้นก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า เกิดจากอำนาจเงิน
แต่ก่อนนั้นการเลือกตั้งท้องถิ่นจะใช้วิธีเลี้ยงข้าวและแอบๆเลี้ยงเหล้ากัน จากนั้นก็ขอคะแนนเสียงแต่เมื่อมาถึงการเมืองยุคอาเสี่ย เงิน ก็ก้าวเข้ามามีอิทธิพลเหนือสิ่งอื่นใด ค่าของเงินในการซื้อคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากหัวละ 20-50 บาทก็กลายเป็นเหมากันทั้งครัวเรือนตั้งแต่ 200-500 บาท
วันเลือกตั้งในยุคก่อนที่ กกต.จะเข้ามามีบทบาทจัดการเลือกตั้งนั้น จะซื้อเสียงกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ในวันนั้นชาวบ้านทั่วไปจะอาบน้ำประแป้งแต่งตัวมานั่งยิ้มอยู่หน้าบ้าน ในมือถือบัตรประชาชนโชว์หรา พร้อมไปใช้สิทธิถ้ามีใครมาติดต่อซื้อเสียง
การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยไทยกลายเป็นตลาดซื้อขายสิทธิและเสียง !
จนเกิดคำกล่าวที่น่าขมขื่นในระบอบประชาธิปไตยว่า เงินไม่มา กาไม่เป็น
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง หากแต่มันเป็นประโยชน์เฉพาะตนของพลเมืองที่พอใจจะหยิบฉวยเงินจำนวนหนึ่งจากนักการเมืองหรือจากหัวคะแนนนักการเมืองที่หยิบยื่นให้
พลเมืองเป็นจำนวนไม่น้อยที่รู้ดีว่า เมื่อนักการเมืองซื้อเสียง เมื่อเขาได้อำนาจเขาจะต้องเอาคืนและบวกกำไร แต่พวกเขาก็พอใจที่จะปล่อยให้วิถีทางประชาธิปไตยเป็นไปเช่นนั้น
พลเมืองเป็นจำนวนมากยอมรับสภาพการโกงกินของนักการเมือง การเรียกรับผลประโยชน์ 10-20% จากการประมูลงานต่างๆกลายเป็นเรื่องชอบธรรมที่นักการเมืองควรจะได้
การอาสาทางการเมืองมิใช่การเสียสละความสุขส่วนตน อุทิศตนเพื่อสังคมหรือเพื่อชาติซึ่งเป็นอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของพลเมืองที่จะรับใช้ชาติรับใช้แผ่นดินเกิด หากแต่มันได้กลับกลายเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรอันมีจำนวนจำกัดของแผ่นดินเพื่อตน เพื่อพวกพ้องตน
การเมืองของพลเมืองกลายเป็นมอดเป็นปลวกที่กัดกินบ่อนทำลายชาติอย่างเอาจริงเอาจัง !!
ไม่มีความละอายที่จะกระทำบาปหยาบช้าแก่แผ่นดิน
ไม่มีความกลัวเกรงกฎหมายบ้านเมือง
ไม่มีใครรู้สึกรู้สาว่า ในขณะที่กำลังโกงบ้านกินเมืองหรือกำลังวางแผนจะทำร้ายบ้านเมืองกันอยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงงานอย่างหนักเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่พสกนิกร เพื่อดับร้อนมวลชนบนแผ่นดิน
คืนหนึ่งผมนั่งดูข่าวนักกีฬาไทยที่ได้รับเหรียญโอลิมปิก เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวายเหรียญที่พวกเขาและเธอช่วยกันสร้างเกียรติประวัติชาติบนเวทีโลก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผมตื้นตันน้ำตาคลอ
เกิดปีติกับพวกเขาและเธอที่ได้มีโอกาสอันสำคัญที่สุดในชีวิต ที่ได้เข้าเฝ้าถวายผลงานที่ชนะการแข่งขันมาอย่างขาวสะอาด แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภาพเหล่านั้นคือภาพแห่งความจงรักภักดี ภาพของคนธรรมดาที่มิได้มีอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์อะไรนักหนาได้แสดงแด่ พ่อของแผ่นดิน พวกเขาและเธอได้กระทำความดีอันเป็นที่ยิ่งของชีวิตเพื่อถวายแด่ พ่อของแผ่นดิน
ความสามารถอันได้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกที่พวกเขาและเธอได้กระทำ ภายใต้ร่มธงไตรรงค์และกระหึ่มเสียงแห่งเพลงชาติไทย ที่ประกาศให้โลกได้รู้จักฝีมือคนไทย และได้นำความภาคภูมิใจมากราบพระบาทถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือของขวัญชิ้นเล็กๆที่บริสุทธิ์สะอาดจากลูก มาประโลมใจพ่อ ผู้เหน็ดเหนื่อยนักเพื่อแผ่นดิน พอให้ได้ทรงแย้มสรวล
จากภาพที่ประทับใจนั้น ทำให้ผมคิดไปถึงนักการเมือง คิดไปถึงผู้มีอำนาจวาสนาได้มีโอกาสบริหารงานบ้านเมืองไล่กันลงมาตั้งแต่ระดับชาติจนถึงรากหญ้าระดับ อบต.แล้ว อยากจะร้องดังๆว่า
เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
หยุดโกงบ้านกินเมืองเสียทีได้ไหม ?
|